10:12

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตนักรบเพื่อชนชั้นที่เสียเปรียบทางสังคม ผู้ผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนานด้วย "วิภาษวิธี" จนเดินทางมาถึง "ทางตัน" คือความขัดแย้งภายในตน วันนี้ เขาค้นพบ สนามรบใหม่ นั่นคือ สนามรบภายในตนเอง

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อดีตนักรบเพื่อชนชั้นที่เสียเปรียบทางสังคม ผู้ผ่านการต่อสู้มาอย่างยาวนานด้วย "วิภาษวิธี" จนเดินทางมาถึง "ทางตัน" คือความขัดแย้งภายในตน วันนี้ เขาค้นพบ สนามรบใหม่ นั่นคือ สนามรบภายในตนเอง 
    การประชุมวิชาการประจำปีจิตตปัญญาศึกษาครั้งที่ 2  โดย ศูนย์ จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล อาจารย์เสกสรรค์ ในฐานะองค์ปาฐกหัวข้อ "วิภาษวิธีแห่งจิตตปัญญาศึกษา" ได้เล่าเรื่องราวที่เขานำวิภาษวิธีเข้าสู่สนามรบใหม่ คือสนามรบภายในตน ที่มนุษย์ทุกคนควรใส่ใจ

    ดร.เสกสรรค์   ประเสริฐกุล   กล่าวว่า  ปัญหาหลักของโลกปัจจุบันว่าเกิดจากการมองโลกแบบแยกส่วน และการมองโลกแบบขั้วตรงข้าม (dualism) ซึ่งก่อปัญหาขึ้นอย่างมากมาย และผลักดันให้มนุษย์กระทำกับสิ่งอื่น คนอื่น พวกอื่น ราวกับว่าเราไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน กลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งทุกระดับในสังคม ทั้งคนต่อคน ขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ ขัดแย้งระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม ล้วนเนื่องมาจากวิธีการมองโลกเช่นนี้

    จากปัญหาอันซับซ้อนที่ไหลบ่าท่วมทับสังคม อาจารย์เสกสรรค์จับเครื่องมือที่คุ้นเคย ซึ่งเคยใช้ในการมองโลก ชีวิต สังคม และดูเหมือนเป็นแนวทางขับเคลื่อนพฤติกรรมของเขามาโดยตลอดมาใช้อีกครั้ง แต่คราวนี้เขาใช้เครื่องมือเดิมมาศึกษาพื้นที่ใหม่ คือพื้นที่ของโลกด้านในตนเอง

    เขาอธิบายว่า "วิภาษวิธี คือวิธีคิดที่มีมานานนับพันปี ถูกนำมาใช้โดยโสคราติส นักปรัชญาตะวันตกรวมทั้งลัทธิมาร์กซ หลักการวิภาษวิธีออกจะคล้ายคลึงกับปรัชญาตะวันออกอยู่มาก กล่าวคือ สรรพสิ่งในโลกล้วนอยู่ในสภาวะเปลี่ยนแปลง มีความความเคลื่อนไหวภายใน และเชื่อมกับปัจจัยภายนอกโดยผ่านการเคลื่อนไหวภายในของตน

    ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างจึงล้วนเชื่อมโยงกันแบบสหสัมพันธ์ ไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่โดยไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งอื่น การเปลี่ยนแปลงของสรรพสิ่งเป็นไปด้วยความขัดแย้งภายใน  เพราะสรรพสิ่งล้วนประกอบด้วยองค์ประกอบซึ่งเป็นคู่ตรงข้ามในตนเอง และคลี่คลายได้โดยการต่อสู้เพื่อเอกภาพระหว่างคู่ตรงข้ามคู่ใหม่ในสิ่งกำเนิดใหม่ และจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงทั้งหลายจึงคลี่คลายด้วยเส้นทางวิวัฒนาการ  วิภาษวิธีต่างจากการมองแบบทวิลักษณะ ตรงที่เห็นความสืบเนื่องกันของสรรพสิ่ง แต่กระนั้นก็ตาม ดังที่เราเห็นกันอยู่ วิภาษวิธีก็ยังไม่อาจนำมนุษย์ออกจากความขัดแย้งได้ อาจเพราะความผิดพลาดที่ไม่เข้าใจเรื่องความขัดแย้งภายในจิตใจของตนเอง"

    สรุปง่ายๆ ว่า การมองโลกแบบวิภาษวิธีคือ มองให้เห็นสิ่งเดิมที่เป็นอยู่ เห็นสิ่งใหม่ที่เข้ามาท้าทาย และเห็นการก่อกำเนิดของสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อาจเหมือนเดิม หรือไม่เหมือนเดิมเลยก็ได้

    เมื่อดร.เสกสรรค์มองเข้าไปในโลกด้านในตนเอง เขาพบสิ่งเดิมที่มีมนุษย์มีอยู่ร่วมกันคือ ดวงจิตของปุถุชนที่เต็มไปด้วยสิ่งรกรุงรัง จิตที่เสวยอารมณ์ปรุงแต่ง ต้องชำระสะสางขนานใหญ่ ความท้าทายใหม่ที่เกิดขึ้นกับจิตดวงเดิมของเขาคือการชำระจิตใจให้สงบ การท้าทายตัวเองด้วยการปักใจเด็ดเดี่ยวที่จะเอาชนะด้านมืด ซึ่งต้องอาศัยการต่อสู้ภายในอันละเอียดอ่อน  เพื่อนำไปสู่สภาวะใหม่ของการสลายอัตตาตัวตนแบบเดิมลงอย่างสิ้นเชิง เป็นการเดินทางจากการปรุงแต่ง สู่ศีล 5 และสู่ปรัชญาปรมิตา

    คำถามสำคัญที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเขาในวันนี้คือ กระบวนการใดที่จะสามารถนำพามนุษย์ก้าวข้ามพ้นการมองโลกแบบแยกส่วน และในขณะเดียวกัน ก็ก้าวข้ามพ้นจากความขัดแย้งภายในตนเองด้วย 

    "การที่บุคคลตระหนักว่าบุคลิกภาพ พฤติกรรม แบบที่ตนเป็นนั้นนำความทุกข์มาให้ กล่าวคือ บุคคลนั้นกล้าที่จะเผชิญหน้ากับความขัดแย้งภายในตน แทนที่จะกล่าวโทษผู้อื่นสิ่งอื่น และวนเวียนกระทำสิ่งที่สร้างทุกข์ให้ตนต่อไป แม้ไม่ใช่เรื่องง่ายที่บุคคลจะเห็นอัตตาหรืออีโก้ของตน หากแต่การได้เห็นนี้เอง คือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงตนเอง"

    ดร.เสกสรรค์บอกว่า แม้เราจะเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการเพื่อการเปลี่ยนแปลงตนเองแล้ว ก็ยังมีกับดักและหลุมพรางมากมายรออยู่ตลอดเส้นทางที่เดินไป เพราะเราต่างคุ้นชินอยู่กับวิธีเรียนแบบทวิลักษณะ แยกส่วน ย่อส่วน 

    โดยไม่ตระหนักว่า "ความรู้" กับ "การรู้" ห่างไกลกันมาก เช่นเดียวกับที่ "ความเห็นหรือความคิดเห็น" ต่างจาก "การเห็น" โดยสิ้นเชิง  

    "สำหรับคนที่เกิดและโตมาในยุคสมัยใหม่ ได้รบการศึกษาแบบตะวันตก การเรียนรู้แบบสัมผัสตรงย่อมเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ เนื่องจากพวกเราถูกสอนให้รับรู้ทุกอย่างผ่านภาษา เคยชินกับการคิดคำนวณตลอดเวลา แม้แต่การคิดก็เป็นสิ่งที่ต้องทำผ่านถ้อยคำเสมอ ดังนั้นการรับรู้โลกด้วยวิธีดังกล่าวจึงเป็นเพียงการอ่านสัญลักษณ์เกี่ยวกับความจริง มีใช่การสัมผัสความจริง ยิ่งต้องการค้นหาความจริงเกี่ยวกับตัวเองด้วยแล้ว วิธีหาความรู้แบบคิด อ่าน เขียน และคำนวณยิ่งใช้ไม่ได้เลย"

    ดร.เสกสรรค์แนะนำวิธีการก้าวข้ามพ้นจากความขัดแย้งภายในตนเองว่า เราจำเป็นต้องออกจากการเรียนที่แยกส่วน โดยการออกจากสนามแห่งความคิด ออกจากการต่อสู้ที่ใช้ตรรกะ ใช้เหตุผล ก้าวข้ามพ้นจากวิธีคิดวิธีการแบบเก่า

    "พุทธศาสนามีกลยุทธ์ที่แยบคายมากในการสลายความขัดแย้งภายใน อันดับแรก ไม่แนะนำให้ขยายความขัดแย้งดังกล่าวให้กลายเป็นปรปักษ์ หรือพูดอีกแบบหนึ่งคือไม่ทำให้อีโก้เปลี่ยนจากหลงรักตัวเองมาเป็นเกลียดชังตัวเอง เนื่องจากเห็นว่าตัวเองยังไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าจะเป็น   เรื่องทะเลาะกับตัวเองนี้เกิดขึ้นได้ง่ายมากสำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นเดินทางธรรม วิธีจัดการความขัดแย้งภายใน ไม่ได้ทำโดยเอาความคิดไปสู้กับความคิด หากเอาการ ′ไม่คิด′ เข้าไปแทนที่การคิดเสียมากกว่า"

    ในทางตรรกะ การ ′ไม่คิด′ ดูไม่น่าจะเป็นหนทางออกของปัญหาใดได้เลย ไม่ต้องพูดไกลไปถึงการออกจากความขัดแย้งแห่งตัวตน  แต่หากเราเปิดใจกว้างที่จะเรียนรู้ เพื่อการเห็น โดยไม่ขังตัวเองไว้ในความรู้เดิมหรือความคิดเห็นแห่งตนเอง อาจเป็นไปได้ว่าการเดินทางเพื่อพัฒนาจิตวิญญาณตามเส้นทางนี้ อาจไม่ยากเย็น หรือฝืนความรู้สึกนัก
    "ด่านสุดท้ายของวิภาษวิธีแห่งจิตตปัญญานั้นนับว่าน่าสนใจยิ่ง เพราะมันเป็นการปล่อยวางเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กล่าวคือไม่มีทั้งธรรมะและผู้ปฏิบัติธรรม ทุกอย่างหลอมรวมเป็นหนึ่ง ไม่มีทั้งผู้รู้และผู้ถูกรู้ มีแต่การรู้เท่านั้น ตามความเข้าใจของผม นี่คือภาวะสังเคราะห์สุดท้ายของจิตที่วิวัฒน์มาจากความขัดแย้งภายใน"

    วันนี้ของดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ผู้ออกตัวว่าเป็นเพียงผู้แสวงหาทางดับทุกข์คนหนึ่ง ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าคนอื่น
    การแสดงปาฐกถาครั้งนี้ถือเป็นเพียงการนำการบ้านมาให้ผู้ฟังช่วยตรวจสอบ เพื่อปรับปรุงการเรียนรู้ต่อไป นับเป็นแบบอย่างอันงดงามกล้าหาญ ดุจนักรบผู้องอาจบนเส้นทางแห่งการละวางตัวตน.
10:10

120 ปี ลุงโฮ..."โฮจิมินห์" ความยิ่งใหญ่ในความสามัญ‏

"ข้าพเจ้ามีความปรารถนาสูงสุดอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือทำอย่างไรให้ประเทศของเราได้รับอิสรภาพและประชาชนมีเสรีภาพอย่างแท้จริง เพื่อนร่วมชาติทุกคนมีข้าวกินมีเสื้อผ้าใส่ และมีโอกาสได้ศึกษาร่ำเรียน"

 นี่คือปณิธานของ โฮจิมินห์ หรือ ลุงโฮ ของประชาชนชาวเวียดนาม ซึ่งเป็น "วีรบุรุษ" ผู้ยิ่งใหญ่ของคนเวียดนาม ในฐานะนักปฏิวัติผู้ต่อสู้ให้ได้มาซึ่งเอกราชและอิสรภาพของเวียดนาม

จากข้อความดังกล่าวถือเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจน บ่งบอกถึงความปรารถนาอันแสนธรรมดาและเรียบง่ายของผู้นำที่ยิ่งใหญ่ ดังนั้นเนื่องในโอกาสครบรอบ 120 ปี ชาตกาลของโฮจิมินห์ เมื่อ 19 พฤษภาคม 2553 ที่ผ่านมา ชมรมวัฒนธรรมไทย-เวียดนาม และสาขาวิชาภาษาเวียดนาม ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงจัดเสวนาในหัวข้อ "ลุงโฮกับความยิ่งใหญ่ในความเป็นสามัญ"


แม้การเสวนาจะผ่านมาแล้วเกือบ 1 เดือน แต่ความน่าสนใจเรื่องลุงโฮไม่ได้ลดน้อยลงไปเลย จึงขอเก็บตกความ ประทับใจที่เป็นเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยบางส่วนของงานเสวนาครั้งนี้มาเล่าสู่กันฟัง โดยเฉพาะเรื่องเล่าเกี่ยวกับ "ความเรียบง่าย" ของโฮจิมินห์ ที่ทางผู้จัดงานได้เชิญวิทยากรชาวเวียดนามบินตรงจากเวียดนามมาไทย เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริงที่ได้พบปะใกล้ชิดกับโฮจิมินห์ และผู้ที่ศึกษาค้นคว้าประวัติของโฮจิมินห์อย่างละเอียดลึกซึ้ง

โดย ดร.บุ่ย ดิ่ง ฟอง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องชีวประวัติของโฮจิมินห์ จากมหาวิทยาลัยแห่งชาติฮานอย ได้เล่าเรื่องความเรียบง่ายของโฮจิมินห์ในชีวิตประจำวันให้ฟังว่า ความเรียบง่ายของลุงโฮแสดงให้เห็นจากการพูดของลุงโฮ ไม่ว่าจะพูดกับใครจะใช้คำพูดที่เรียบง่ายและกระชับ ทำให้เข้าใจง่าย


ขณะที่การใช้ภาษาของลุงโฮ มักชอบใช้คำว่า "ดงบาว" เรียกประชาชนชาวเวียดนาม ซึ่งมีความหมายมากกว่าคำว่าประชาชนที่ทั่วโลกใช้อยู่ หากแปลเป็นภาษาไทย รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ บอกว่า จะใกล้เคียงหรือตรงกับคำว่า "พี่น้องร่วมท้องเดียวกัน" คือพวกที่มาจากท้องแม่เดียวกัน เป็นพี่น้องกัน


คำว่า "ดงบาว" จึงมีความหมายลึกซึ้ง ศักดิ์สิทธิ์ และแน่นแฟ้นใกล้ชิดมากกว่า คำว่าประชาชนทั่วไป คำนี้มาจากความเชื่อตามตำนานที่เล่ากันว่า ทุกชนเผ่าเวียดนามเกิดมาจากไข่ฟองเดียวกัน แล้วแตกเป็น 100 ฟอง เป็นพี่น้องกัน เพราะฉะนั้น ลุงโฮจึงใช้คำว่า "ดงบาว" จะไม่พูดว่า ประชาชนหรือมวลชน


ในเรื่อง "กิจวัตรประจำวัน" ของลุงโฮ ดร.ฟองเล่าว่า ปกติอาหาร 1 มื้อ ลุงโฮจะทานครบ 5 หมู่ แต่อาหารจะมี 3-4 อย่าง และจะชอบอาหารประจำชาติเวียดนาม เช่น มะเขือดอง ถ้าวันไหนมีแขกมา อาหาร จะมากกว่าปกติ เกรงว่าจะทานไม่หมด ก็จะแบ่งไว้ตั้งแต่แรก จะไม่ทานเหลือไว้


ดร.ฟองบอกว่า มีเรื่องเล่าเรื่องลูกศิษย์คนโปรด ที่ลุงโฮมักจะเรียกมาทานอาหารร่วมกันทุกวันเสาร์ และสอนว่า "เวลาทานต้องทานให้หมด อย่าให้ตกหล่นลงพื้น เพราะข้าวทุกเม็ดเป็นของประชาชน เป็นน้ำพักน้ำแรง เป็นหยาดเหงื่อแรงงานของประชาชนที่ส่งมาให้เรา"

ดร.ฟองบอกว่า ลุงโฮมีเสื้อผ้าน้อยชิ้นมาก คือมีเสื้อสีกา ที่มักจะเห็นใส่ประจำ 2 ชุด เสื้อชุดทหาร 1 ชุด ชุดที่เป็นผ้าไหม 1 ชุด และเสื้อกันหนาวแบบเวียดนามเป็นผ้าสำลีเย็บหนา ๆ 1 ตัว

แต่มีเสื้อตัวหนึ่งขาด ทหารให้เอาไปทิ้ง ลุงโฮก็ไม่ทิ้ง กลับบอกว่า ถ้าขาดก็เอาไปปะสิ แล้วก็ใส่ต่อได้ ทหารถามว่า ทำไม ไม่เอาเสื้อใหม่ (ท่านเป็นถึงผู้นำ ทำไมใส่เสื้อผ้าขาด) ท่านบอกว่า "เราเป็นผู้นำของประเทศที่กำลังปฏิวัติ กำลังต่อสู้กับศัตรูอยู่ ประเทศเรายังยากจนอยู่ เพราะฉะนั้นเราใส่เสื้อผ้าขาดถือว่าเป็นบุญของประชาชนของประเทศ"

ต่อมาเป็นเรื่องพื้นฐานจริง ๆ คือ รองเท้าของลุงโฮที่ทำด้วยยางรถยนต์ เป็นการสะท้อนความเรียบง่ายอย่างแท้จริง รองเท้าคู่นี้ลุงโฮใส่ใช้เดินทางไปทั่วโลก และช่วงการปฏิวัติก็ใช้รองเท้าคู่นี้ จนมีศิลปินเวียดนามแต่งเพลงให้ท่าน ชื่อเพลง "รองเท้าของลุงโฮ" เป็นเพลงที่เมื่อร้องแล้ว คนฟังจะรู้สึกสะเทือนใจ เพราะเป็นภาพผู้นำที่ยิ่งใหญ่ แต่เรียบง่าย

ดร.ฟองบอกว่า รองเท้าที่ลุงโฮใส่มา ตั้งแต่สมัยอยู่ในป่า ค.ศ. 1958 คือ 10 กว่าปี ใส่รองเท้าคู่นี้มาตลอด ครั้งหนึ่ง ลุงโฮไปเยี่ยมทหารเรือ แล้วทหารทุกนาย ก็อยากเข้าหาอย่างใกล้ชิดลุงโฮ ก็เบียดกันเข้ามาใกล้ลุงโฮ แล้วมีทหารนายหนึ่งก็เหยียบโดนรองเท้าลุงโฮ ทำให้สายหลุดออกมา

เพราะเป็นรองเท้าที่ทำจากยางล้อรถยนต์ มีสายคีบที่เสียบเจาะรูลงไปข้างล่าง (เหมือนรองเท้าแตะของไทย) เมื่อเหยียบโดนก็หลุดออกมา ทหารก็ช่วยซ่อม แต่ใช้มากว่า 10 ปีแล้ว จึงต้องเอาตะปูมาตอกให้ติด เพราะไม่สามารถจะซ่อมได้ เนื่องจากยัดสายคีบที่เป็นยางลงไปแล้วก็หลุดออกมาอีก

ส่วนเรื่องบ้าน หรือที่อยู่ของลุงโฮ ดร.ฟองเล่าให้ฟังว่า เมื่อได้อิสรภาพมา ทางรัฐบาลก็จะจัดหาที่พักอาศัยให้ลุงโฮ ก็พาลุงโฮไปดูบ้านหลังหนึ่ง เรียกว่าเป็น "ทำเนียบ" ของผู้ว่าราชการเวียดนาม หรือผู้สำเร็จราชการประจำเวียดนาม ลุงโฮ ก็บอกว่า บ้านนี้สวยจริง แต่ว่าสวยเกินไป เอาเก็บไว้ให้เด็กมาเรียนหนังสือ หรือทำกิจกรรมดีกว่า แล้วลุงโฮก็มาดูบ้านอีกหลังหนึ่งใกล้ ๆ กัน เป็นบ้านของช่างซ่อมไฟประจำทำเนียบของผู้สำเร็จราชการฯ บ้านหลังนี้หลังคาต่ำมาก ทุกคนเห็นว่า บ้านเตี้ยและร้อนมาก แต่ลุงโฮเลือกที่จะอยู่บ้านของช่างซ่อมไฟ

เมื่อลุงโฮต้องการอยู่ก็ให้อยู่ แต่ครั้งหนึ่งลุงโฮต้องไปไกลไม่อยู่บ้าน ทุกคนก็คิดว่าควรจะหาแอร์ (เครื่องปรับอากาศ) ให้สักเครื่องหนึ่ง ก็ไปติดตั้งให้ เมื่อลุงโฮ กลับเข้าบ้าน ก็บอกว่า "ผมรู้สึกได้กลิ่นอะไรแปลกที่บ้านนะ" ทุกคนก็บอกว่าใช่แล้ว ทางกระทรวงการต่างประเทศเพิ่งมอบแอร์ให้เครื่องหนึ่ง เพราะคิดว่าที่นี่ร้อนมาก เกรงว่าลุงโฮจะอยู่ไม่ไหว เลยติดตั้งให้

แต่ลุงโฮกลับบอกว่า "ประเทศเรายังลำบากมาก ไม่ร่ำรวยอะไร แอร์ก็ดีนะ แต่จะดีกว่าถ้าจะให้ที่ที่ต้องการมากกว่า เช่น โรงพยาบาล ผมใช้พัดลมก็พอ" จะเห็นว่าสุดท้ายชีวิตของลุงโฮ ถ้าใครไปบ้านลุงโฮ จะยังเห็นพัดลมตัวหนึ่งที่เก่ามาก ที่ใช้จนบั้นปลายชีวิตของลุงโฮ

แม้แต่เรื่องรถของลุงโฮ ก็มีเรื่องเล่าว่า ลุงโฮมีรถเก่า ๆ ของรัสเซีย ที่ไปไหนมาไหนจะนั่งคันนี้ตลอด แต่ทุกคนอยากให้ ลุงโฮได้นั่งรถคันใหม่ แต่ลุงโฮไม่ยอมนั่ง จะนั่งแต่คันเก่า จนคนที่อยู่รอบ ๆ ตัวก็บอกว่า จะทำอย่างไรให้ท่านยอมนั่งรถคันอื่น ก็มีวันหนึ่งไม่รู้ว่ารถเสียจริงหรือเปล่า แต่ทุกคนบอกกับลุงโฮว่า ให้ไปรถคันใหม่ดีกว่า เพราะรถคันเก่าเสีย แต่ลุงโฮก็บอกว่า "รถเสียก็ซ่อมสิ" และนั่งรอให้ซ่อมจนเสร็จ แล้วบอกว่า "รถไปได้แล้วนี่ เราก็ใช้กันต่อ"

หลังจากที่ลุงโฮได้ขึ้นมาเป็นประธานาธิบดี ดร.ฟองเล่าว่า ในกองทัพ ก็อยากจัดพิธีการตอนรับท่านให้สมเกียรติ เวลาไปไหนมาไหนก็จะจัดพิธีการ มีคน แต่งตัวสวยงามมาต้อนรับ แต่ลุงโฮก็แอบไปสำรวจพื้นที่ก่อน พอถึงเวลาทุกคนก็รอ และรู้สึกแปลกใจว่า เมื่อถึงเวลาแล้วทำไมลุงโฮยังไม่มา ปรากฏว่ามาทราบอีกทีคือจริง ๆ มาตั้งนานแล้ว ทุกคนเลยถามว่า ลุงโฮมาแล้วทำไมเราไม่รู้กัน ลุงโฮก็บอกว่า "บ้านเมืองเราก็ยากจน จะทำอะไรให้ อึกทึกครึกโครมทำไม และทำให้เสียเวลาสิ้นเปลืองเงิน"

"ความเรียบง่ายของลุงโฮมีมากมาย แต่ขอสรุปความเรียบง่ายของลุงโฮว่า มันมาจากความรักประชาชนของลุงโฮ จริง ๆ ไม่ใช่กระทำเพื่อสร้างภาพ แต่มาจากใจของลุงโฮ และความรักของลุงโฮ ทำให้คนเวียดนามรักลุงโฮมากขึ้น" ดร.ฟองกล่าวสรุป

ขณะที่วิทยากรอีกท่านหนึ่งซึ่งน่าสนใจมาก คือ "คุณเตื่อง วี" เป็นศิลปินประชาชน จากประเทศเวียดนาม เป็นบุคคลซึ่งได้มีโอกาสใกล้ชิดกับลุงโฮ ในช่วงหนึ่งที่เวียดนามต้องต่อสู้กับอเมริกัน จะมีการระดมเด็กชาวเวียดนามไป เพาะเมล็ดพืชสีแดง คือจัดตั้งเยาวชนต่อต้านจักรวรรดินิยม เด็กคนใดถนัดเรื่องใดก็ทำเรื่องนั้น เด็กที่ถนัดร้องเพลงก็จัดให้ ร้องเพลง และในช่วงนี้เองที่คุณเตื่อง วี มีโอกาสได้สัมผัสกับลุงโฮอย่างใกล้ชิด

คุณเตื่อง วี ชอบร้องเพลง และหลายครั้งได้ร้องเพลงให้ลุงโฮฟังด้วย เธอได้เล่าถึงหลาย ๆ เหตุการณ์ที่ลุงโฮได้สร้างความประทับใจให้กับเธอและเด็ก ๆ อีกหลายคน

"ลุงโฮเป็นผู้นำประเทศ ขณะเดียวกันก็จะห่วงใยประชาชน โดยเฉพาะศิลปิน ลุงโฮได้แสดงความห่วงใยเสมอมา เมื่อมีแขกมาจากต่างประเทศก็จะให้ไปแสดง ส่วนตัวแล้วหลายครั้งได้ร้องให้ลุงโฮและแขกต่างประเทศฟัง" คุณเตื่อง วี กล่าวถึงความประทับใจในตัวลุงโฮ

เธอเล่าว่า ในความเรียบง่ายของลุงโฮคือความยิ่งใหญ่ โดยเฉพาะกับเด็ก ๆ และคนที่ขาดโอกาส ห่างไกลพ่อแม่ ตอนนั้นผู้ที่ได้พบลุงโฮยังอยู่ในวัยเยาว์ ก็เป็นอาสาสมัครที่ต้องมาภาคเหนือ ต้องมาฝึกฝน ต้องห่างไกลบ้าน ลุงโฮก็สงสารที่จากบ้านมาไกล วันไหนมีภาพยนตร์ที่สนุก ๆ ลุงโฮจะบอกให้เด็ก ๆ ที่ห่างไกลครอบครัวเข้าไปพบลุงโฮแล้วไปดูภาพยนตร์

มีอยู่ครั้งหนึ่ง เด็กทางใต้จะคิดถึงบ้านเกิดตัวเอง แต่ไม่รู้ว่าจะเขียนจดหมายส่งถึงบ้านเกิดตัวเองอย่างไร ขณะที่เด็กภาคใต้ก็ไม่สามารถจะส่งจดหมายมาภาคเหนือได้ เพราะประเทศถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน มีเด็กคนหนึ่งอายุ 8 ขวบ เขียนจดหมายแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรจะส่งไปภาคใต้ได้ ก็เลยขุดดินแล้วเอาจดหมายที่เขียนไว้ฝังไปในดิน และเอาดินกลบ แล้วก็พูดว่า "ดินเอ๋ย ช่วยส่งจดหมายนี้ส่งข่าวไปให้พ่อแม่ด้วย" คุณเตื่อง วี บอกว่า หลังจากที่ลุงโฮฟัง เรื่องราวเด็กคนนี้ก็รู้สึกสะเทือนใจ

อีกเรื่องหนึ่ง คือมีอยู่วันหนึ่ง คุณเตื่อง วี ไปกองทหาร เห็นลุงโฮกำลังให้อาหารปลา มีปลาหลายสีสวยงาม สีเขียว สีเหลือง เห็นลุงโฮกำลังเพลิดเพลินก็ไม่อยากรบกวน จึงย่องไปเบา ๆ แต่ไปเหยียบกิ่งไม้ ทำให้ลุงโฮหันมามอง เธอเลยถือโอกาสทักทาย ลุงโฮวางตะกร้าและตะเบ๊ะเหมือนทหารเขาทำกัน แล้วบอกว่านั่งลง เธอจึงนั่งอยู่ขอบสระ ลุงโฮถามในหน่วยของพวกหนูมีปลาหรือเปล่า เธอตอบว่าพวกหนูไม่มีบ่อปลา ลุงบอกว่ากลับไปบอกที่หน่วยซิ ให้ขุดบ่อเลี้ยงปลา แล้วมาซื้อปลากับลุง 1 ตัว จะแถมให้อีก 1 ตัว

"ความรู้สึกเป็นกันเองของลุงโฮเมื่ออยู่ใกล้ชิด ไม่รู้สึกประหม่า ยิ่งเคารพและก็รัก ในขณะที่กับผู้นำหน่วยของหนูเอง หนูจะรู้สึกกริ่งเกรงกันมาก แต่อยู่ใกล้ลุงโฮซึ่งเป็นผู้นำประเทศกับรู้สึกเป็นกันเอง เพราะลุงโฮเป็นคนที่เรียบง่าย และอารมณ์ดี" คุณเตื่อง วี ย้อนอดีตสมัยเป็นเด็กให้ฟัง

คุณเตื่อง วี เล่าว่า มีอยู่วันหนึ่งเดินไปคุยไปกับลุงโฮ ลุงโฮก็ถามว่า ร้องเพลงเสียงอะไร เธอบอกว่า ร้องสไตล์ซูปราโน ลุงโฮพูดว่าเป็นเสียงที่สูงนี่ และถามอีกคนว่า ร้องแบบไหน อีกคนก็ตอบว่า ร้องแบบเสียงระดับกลาง ลุงบอกว่า แบบนี้ต้องร้องประสานเสียง แล้วลุงก็มีศิลปินคนหนึ่งร้องแบบบาริโทน (เสี่ยงต่ำ) เด็ก ๆ ถามลุงโฮว่าอยู่ที่ไหนเหรอ ลุงโฮบอกว่าเงียบ ๆ แล้วไปกับลุง

ลุงโฮเดินย่องเบา ๆ พวกเด็กก็เดินตาม พอเข้าไปในสวนก็มีเสียงร้องกังวานออกมา ปรากฏว่าเป็น "กบ" คิวบา ที่เขามอบให้ ลุงโฮ ตัวใหญ่ประมาณ 2 กิโล กบจะอยู่ที่ พุ่มไม้ ทุก ๆ เย็นจะเปล่งเสียง ก็จะได้ยินเสียงศิลปินกบทุกวัน ทำให้คุณเตื่อง วี มีความรู้สึกว่า ลุงโฮมีความน่ารัก เรียบง่าย คุยเรื่องที่สอดคล้องเสมอ ๆ

เธอเล่าอีกว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง นักแต่งเพลงหลาย ๆ ท่านได้ร่วมกันแต่งเพลงให้ลุงโฮ เป็นเพลงที่ช่วยเป็นกำลังใจให้ลุงโฮ เวลาที่ไปเยี่ยมลุงโฮ นักแต่งเพลงจะแต่งเพลง ใหม่ ๆ มา แล้วไปร้องเพลงให้ลุงฟัง พอลุงโฮฟัง ก็จะบอกว่า "หนูร้องเพลงนี้เพราะ เหมาะกับโทนเสียงของหนู และบอกว่าเพลงนี้จะดังและอยู่ไปยาวนาน"

คุณเตื่อง วี มีโอกาสใกล้ชิดกับลุงโฮบ่อย เธอเล่าว่า ครั้งหนึ่งตอนตั้งท้องอยู่ ร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ได้ไปร่วมร้องเพลงกับนักร้องท่านอื่น ๆ ตอนที่นักร้องไปถึงบ้านลุงโฮ ลุงโฮกำลังออกกำลังกายอยู่ แต่ทราบเรื่องว่าเธอไม่ค่อยแข็งแรง จึงก้าวเข้ามาข้างหน้าเธอ แล้วถามว่าเป็นอย่างไร แล้วเอานิ้วมาเปิดดูเปลือกตา แสดงความห่วงใย เมื่อดูแล้ว ลุงโฮบอกว่าตายังแห้งอยู่นะ ไม่ต้องร้องเพลงก็ได้ ให้พักผ่อนก่อน

"คิดว่าความเรียบง่ายของลุงโฮยิ่งใหญ่จริง ๆ ตราบเท่าทุกวันนี้ก็จำกลิ่นบุหรี่ของลุงโฮได้ และจำนิ้วของลุงโฮที่เปิดดูเปลือกตาได้" นี่คือความประทับใจที่คุณเตื่อง วี ไม่เคยลืมเลือน

ช่วงสุดท้ายของงานนี้ ปิดท้ายรายการด้วยเสียงเพลงอันไพเราะของคุณเตื่อง วี ในบทเพลงที่ลุงโฮเคยบอกเธอว่า "เพลงนี้จะดังและอยู่ไปยาวนาน"

( ประชาชาติธุรกิจ )
10:07

ราตรีสงัด ราตรีสวัสดิ์‏

โลกเคลื่อนตามจักรราศี มีทิวา มีราตรีเป็นแผนที่แห่งเวลา อาบอุ่นไอสุริยา เพื่อผลิงอกชีวิตบรรจง ตราบเท่าอาทิตย์ยังคง องค์ธาตุยังครบ จะโคจร ก่อเป็นวัฏอันบวร และวังวนแห่งคืนวัน

ใต้แสงตะวัน : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล


ไฟดับ - ข้าพเจ้าทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินออกมายืนรับลมที่ระเบียงห้อง ลมพัดเบาเหมือนเด็กวัยรุ่นเสือกเกิดอารมณ์อยากขี้เกียจ แต่นั้นไม่ใช่ปัญหาวาระประเทศ -ข้าฯจึงวางไว้ภายหลัง จากนั้นยืนมองสิ่งต่างๆภายหน้า

ด้วยความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่มากมาย ข้าฯเห็นสิ่งต่างๆเคลื่อนไหวเบื้องล่าง แสงไฟ เสียงเพลง เสียงคนพูดคุย-หากเขาพูดเสียงดัง บ้างตะโกนด่าทอต่อกันและไม่นานกอดคอกินเหล้าร้องเพลง ชีวิตหมุนเวียน บ้างสับสน บ้างเป็นวงจรชัดเจนซ้ำซาก บางครั้งไฟดับไปไม่ทั่วถึง เรายังสามารถมองเห็นชีวิตอื่นที่อาศัยแสงไฟในราตรีเดียวกันได้ ชวนให้นึกถึงเรื่องราวเรื่องหนึ่ง

ข้าพเจ้าอยากเล่า แม้จะไม่มีใครอยากฟังก็ตาม



เรื่องราวเริ่มต้นในค่ำคืนฝนพายุโหมพัดกระหน่ำ เจ้าแพะหนุ่มวิ่งเตลิดเข้าหาที่หลบฝนและเสียงฟ้าร้อง โชคดีที่พบเจอบ้านไม้หลังหนึ่ง


ภายในบ้านไม้นั้น มืดมิด มีเพียงแสงวูบวาบจากสายฟ้าที่ฟาดโบยมวลเมฆาภายนอก เจ้าแพะหนุ่มขดตัวอยู่ในมุมมืด ในความมืดนั้น มันได้พบว่ามีอีกชีวิตหนึ่งค่อยๆเดินลากเท้าเข้ามา เสียงคล้ายของแข็งกระทบพื้น เสียงเหมือนฝีเท้าของสัตว์กีบ เจ้าแพะหนุ่มทักทายผู้มาใหม่ ทั้งสองพูดจากันด้วยเรื่องราวของสิ่งที่ต่างคนต่างหวาดกลัว และรู้สึกอุ่นใจที่ได้อยู่ร่วมกันในค่ำคืนนี้

ทั้งสองลาจากกันในค่ำคืน โดยที่นัดหมายกันอีกครั้งในวันเช้ารุ่ง อากาศสดใส บอกรหัสกันและกันโดยที่ไม่ได้เห็นใบหน้าค่าตากันเสียด้วยซ้ำ จะว่าไปแล้วนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญเลยหากพวกเขาทั้งสองมีไมตรีต่อกัน

เช้าวันรุ่งขึ้น อากาศสะอาดหลังพายุฝนพ้นผ่าน ต้นไม้เขียวชุ่มหยดน้ำ แพะหนุ่มมารอในที่นัดพบ เมื่อถึงเวลาเขาทั้งสองก็ได้พบกัน แพะหนุ่มพบว่า สหายยามค่ำคืนนั้นคือหมาป่าหนุ่มตัวหนึ่ง


แพะหนุ่ม หมาป่าหนุ่ม ความแตกต่างทั้งร่างกายและอาหารการกิน แต่นั้นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องฝ่าฟันให้พ้นไป

และเมื่อเทวีแห่งสันติ ยิ้มให้เขาทั้งสอง นั่นคือความสงบสุข-ตลอดไป


ความมืดมิด ใช่ว่า ในความรู้สึกบางขณะ หรือบางทีคือ-ความน่ากลัว เป็นสิ่งอำพรางสายตา การมองเห็นถูกระงับไว้ด้วยความมืด และในยามที่ดวงตาหนึ่งดับสิ้นลง ดวงตาอีกหนึ่งก็จะเปิดขึ้นเพื่อทำงานแทนดวงตาที่ต้องอาศัยแสงสว่าง

ลืมสิ่งที่เป็นเปลือกห่อหุ้มร่างกาย วางอุปทานสัญญาไว้ข้างลำตัว (ตบหัวมันเล็กน้อย-ด้วยความเอ็นดู) พูดคุยในเรื่องเดียวกัน เรื่องราวพื้นฐานของการดำรงชีวิต อาหารการกิน สิ่งที่หายใจ เพลงที่ฟัง และพิธีการแห่งสติอันงดงาม เสียงเพลงที่ขับร้องในค่ำคืนมืดมิดช่วยกล่อมเกลาโลกให้สงบสันติ

คล้ายจะเหมือนกันแต่ต่างกันตรงวาระเวลา ในสงครามโลกครั้งที่ ๑ นับหลายคืนแล้วในวันที่อากาศหนาว

กองทัพเยอรมันประจันหน้าอยู่กับกองทัพอังกฤษในสนามเพลาะที่ขุดเป็นหลุมตลอดแนวยาว ราตรีไม่เคยสงบ สองฝ่ายยิงปืนใส่กันไปมาทั้งวันทั้งคืน พวกเขาไม่รู้จักกันมาก่อนและพวกเขารู้เพียงอย่างเดียวคือ ‘คำสั่ง’

จนถึงเมื่อวันที่ ๑๙ ธันวาคม คศ. ๑๙๑๔ เสียงปืนจากฟากฝั่งกองทัพเยอรมันพลันสงบลง ไม่นานนักจึงเกิดแสงไฟเล็กๆเรื่อเรืองจากดวงเทียน มันประดับไว้ที่ปลายปืนของทหารเยอรมัน

แสงนั้นวาบไหวไปมาในราตรีมืดมิด ทหารอังกฤษหยุดยิง จากนั้นเฝ้าคอยว่าจะเกิดอะไรขึ้น และพวกเขาได้ยินเสียงร้องเพลงจากฝ่ายตรงข้าม เสียงเพลงจากแผ่วเบาค่อยๆดังขึ้น ดวงไฟจากเปลวเทียนยังคงส่องแสง


STILLE NAACHT HEILIG NACHT เป็นเพลงที่ไพเราะ ทหารอังกฤษยืนสงบ พวกเขาลดปืนที่เคยคำรามใส่กันเพื่อหวังปลิดชีวิตลงชั่วขณะเวลาหนึ่ง เมื่อเพลงจบ พวกเขาคลานออกมาจากสนามเพลาะ ทิ้งความคิดที่จะเข่นฆ่ากัน พวกเขาต่างแลกเปลี่ยนกันดูรูปภรรยาลูกชาย คนรัก กอดคอกัน ส่งบุหรี่และเบียร์เพื่อขับไล่ความเหน็บหนาว และให้หัวใจเยียบเย็นได้รู้สึกถึงความอบอุ่น

จากนั้นไม่นานพวกเขา ทหารเยอรมันและทหารอังกฤษต่างก็แยกย้ายกันกลับไปยังหลุมเพลาะของตัวเอง พวกเขาเหล่านั้น หยิบปืนขึ้นมายิงกันต่อ

- เรียบเรียงใหม่จาก เมืองเล็กที่เปลี่ยนโลก : เรื่องของนักเดิน(สวน)ทาง -

เหมือนเป็นความฝันตื่นหนึ่ง แต่ก็นั่นละ หากในยามหลับไหลเราสามารถลดจำนวนชีวิตที่ต้องถูกปลิดทิ้งจากการเข่นฆ่ากัน แล้วทำไมเราจึงไม่นอนหลับกันให้มากเข้าไว้ละ ในเวลากลางคืน ทำไมจึงยังมีผู้คนที่ต้องแบกท้องหิว อาจผู้คนมีเวลานอนเพียงวันละสี่ชั่วโมง มีมากที่ถูกตัดเส้นประสาทความง่วงออกจากร่างกาย เรื่องราวประหลาดไม่น่าเป็นไปได้ แต่ข้าฯ วงเล็บไว้ในใจว่า (ไม่แน่) เหล่านั้นเกิดที่เมืองโกรเทสก์

‘นอน’ เมื่อคนเรารู้สึกว่าลำดับการดำเนินชีวิตมีสิ่งอื่นที่สำคัญมากมายกว่าการนอน มันเป็นเรื่องของชายคนหนึ่ง ‘เคแอลเอ’ (K-LA)

“บางคนยามตื่นเพียงพยักหน้าก็ได้ทุกอย่างตามต้องการ แต่ยามนอนกลับขดกอดตัวเองไว้แน่นราวทารก ที่ไม่ยอมออกจากครรถ์มารดา บางท่านถึงขั้นไม่อยากหลับ เพราะเกรงว่าฝันร้ายจะมาจากใต้หมอน

ห้องหอเย็นฉ่ำไม่อาจทำให้ห้องหายร้อย บางคนพบว่าคู่นอนมิใช่คนเดียวที่รู้ใจ”

- ทางสายใน : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล -

เคแอลเอ เปรียบเหมือนผลึกชิ้นหนึ่ง เป็นผลึกซึ่งตกตะกอนจากสังคมที่ไม่เคยกินอิ่ม และอยากหลับนอน เมื่อคนเราฝืนธรรมชาติเพื่อเพิ่มสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งซึ่งร้อยรัดเข้ากับสัจธรรมย่อมไม่อาจดำรงอยู่ในอัตราเดิม -ย่อมลดน้อยลง

เคแอลเอ ไร้งานเพราะเขาต้องการนอน ความคิดอยากนอนของเขา ความคิดที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลโกเทสก์ เศรษฐกิจและความเชื่อที่ว่านอนน้อยลงทำงานได้มากขึ้น และคุณจะได้นอนอย่างเต็มที่เมื่ออายุหกสิบ ผู้คนในเมืองนอนไม่หลับหากไม่พึงพายานอนหลับ ทำงานไม่ได้หากไม่มียาขยัน แต่ส่วนลึกๆในใจแล้วทุกคนอยากนอน อยากพักผ่อน

แน่นอน ไม่มีใครบ้ารอจนถึงอายุหกสิบปีหรอก ทว่าเงื่อนไขของปากท้องคือประตูลงกลอนที่ยังการกุญแจไม่เจอ

เคแอลเอถูกไล่ออกเขาจึงไม่ต้องมีกุญแจ เขาเดินพ้นจากประตู ไม่ต่างจากขยะที่ไร้ค่าของเมือง เขาเดินเข้าสวนปรัชญา ในสวนเขาพบเจอนักปรัชญาแห่งความไม่แน่นอน นักปรัชญาสอนเขาถึงการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยไม่ต้องพึงพิงปุ่มเอนเทอร์ (ENTER)

นักปรัชญาหลับไปอย่างไม่หวนคืนตื่น เคแอลเอพบโลกใหม่ของการนอน จากผู้ศรัทธาต่อ ‘ศาสดานอน’ เขากลายเป็นผู้นำในการนอนชิดธรรมชาติ สวนปรัชญาของนักปรัชญาแห่งความไม่แน่นอนแปรสภาพเป็น ‘สวนนอนธรรมชาติ’

ชุมชนคนนอน เติบโต และรัฐบาลต้องควบคุม เพราะการนอนวันละแปดชั่วโมงเป็นอันตรายต่อความมั่นคง เคแอลเอเปลี่ยนจากคนตกงานที่อยากนอน กลายเป็นนักต่อสู้เพื่อให้ได้สิทธิ์ในการนอนวันละแปดชั่วโมง มันกลายเป็นการประท้วงอย่างสันติ ด้วยการนอน

รัฐบาลมักพูดถึงการเจรจาหาทางออกแต่เรื่องราวมักจบลงด้วยความรุนแรง เคแอลเอหายไป เขาหยุดเรื่องราวไว้เพื่อสันติ

เขาปรากฏตัวที่รัฐอิสระเอเอ็มดี มีชีวิตอย่างสงบสุข พูดคุยกับดอนกิโฮเต้ เฝ้ามองสวนผักของจอห์นเลนนอน

เคแอลเอเหม่อมองใบไม้ เสียงปืนดังจากที่ห่างไกลหนึ่งนัด แดดยามเย็นทอแสงสีทอง หัวหน้าเซมตรึกตรอง ดวงอาทิตย์จวนลับยอดเขา

“ผมโชคดีที่ได้มาอยู่ที่นี่ ได้พบลุงดอน กิโฮเต้ ท่านโสกราตีส จอห์น เลนนอน ผมเกรงว่าถ้าอยู่ที่นี่ต่อไป ชุมชนนี้อาจได้รับผลร้าย รัฐบาลโกรเทสก์มีเหตุผลพิลึกพิลั่นในการทำอะไรอยู่เสมอ”

“ผู้นำรัฐบาลคนนี้นิสัยโลเล ไม่ยอมลงมือทำอะไรจนกว่าจะไม่มีทางเลือก และเขาไม่กล้าใช้กำลังทหารกับชุมชนนี้หรอก

“แปลกดี ผมมาอยู่ที่นี่แล้วไม่อยากกลับไปเมืองโกรเทสก์ แต่พอกลุ่มนอนเพื่อสันติถูกตั้งข้อให้เป็นภัยร้ายแรงต่อระบบ ผมอยากกลับไปนอนที่หน้าทำเนียบรัฐบาล หรือนอนเงียบๆอยู่ที่ไหนสักที่ในเมืองนั้น

“ผมเคยคิดเล่นๆว่าอยากเปิดให้ที่นี่เป็นชุมชนนอน ใครที่อยากมีชีวิตชิดธรรมชาติมาอยู่ที่นี่ ทำงานเล็กๆน้อยๆ พอให้มีกิน มันน่าจะเหมาะสมสำหรับชุมชนในอนาคตนะ”

“นั่นสิ ผมน่าจะอยู่ที่นี่ คนในเมืองโหยหาธรรมชาติ ตรงกันข้ามกับคนในหมู่บ้านโหยหาความเจริญทางวัตถุ คนในเมืองหนีความแออัดเข้าไปท่องในโลกไซเบอร์ ก่อตั้งชุมชนใหม่ ติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต ใช้ชีวิตอยู่ในโลกเสมือนจริง เข้าไปอยู่ในโลกเสมือนจริง

ผู้คนกำลังหลั่งไหลเข้าสู่โลกเสมือนจริงอันแห้งแล้ง ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นชีวิตในชุมชนเสมือนจริง ผู้คนทุกวันนี้เบื่อชีวิตจริง เบื่อความซ้ำซากจำเจของชีวิตที่ดำเนินไปอย่างเป็นกลไกของเมือง ความเป็นกลไกลุกลามเข้าไปทุกพื้นที่ แล้วมันบงการให้คนเป็นทาส”

อีกสามวันเคแอลเอปรากฏตัวที่สวนนอนธรรมชาติ

เขากลับมาต่อสู้ในอีกรูปแบบหนึ่ง เขาตั้งพรรค์โกรเทสก์ พรรค์ที่ชูนโยบายสนับสนุนการนอนวันละแปดชั่วโมง ผลการเลือกตั้งพรรค์โกรเทสก์ได้รับเลือกอย่างขาดลอย ไม่ว่าจะถูกประท้วงเพื่อให้นับคะแนนใหม่ก็ตาม แต่ในความจริงคือ ทุกคนมีความหวังกับรัฐบาลของพรรค์โกรเทสก์ ทุกคนผิดหวังกับทุกรัฐบาลที่ผ่านเข้ามา-และจากไปด้วยวาทะสวยงาม

เคแอลเอพบว่ามีปัญหามากมายที่ไม่สามารถเข้าไปจัดการได้ และเขาต้องเข้าไปเปลี่ยนแปลงระบบต้นสายปลายเหตุแห่งปัญหา เขาทำงานอย่างหนัก เขานอนน้อยลง กินยาขยันและเขาสบถด่าตัวเอง

แม่-ง พรุ่งนี้เขาจะนอนสักแปดชั่วโมง

“โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน” เสียงท่องบ่นของนักปรัชญาแห่งความไม่แน่นอนกลืนหายไปในหลุมเวลา


มนุษย์เราก็เป็นเช่นนี้เสมอ ดุจดั่งหยินและหยาง ที่เมื่อใดหยินเพิ่มพูนจนได้ระดับหนึ่ง จำต้องปล่อยให้หยางเติบโต ผลัดเปลี่ยนเวียนไปเป็นวงกลม ได้อย่างเสียอย่าง เพลงเก่าอาจฟังดูครึ ทว่าใช้ได้เสมอเมื่อปากว่างและอารมณ์บรรเจิด

จะว่าไป แม้ในยามที่ผู้คนหลับตานอน ใช่หรือไม่ก็เพื่อเชิญความมืดมาปกป้องโลกส่วนตัว ต่อให้กลางวันเป็นฝันสลาย กลางคืนยังช่วยปลอบประโลม

อันที่จริง ชีวิตไม่เพียงอาศัยอ้อมกอดของราตรีคอยอุ้มประคอง หากคือการเดินทางในความมืดโดยตัวของมันเอง ดังนั้น มีแต่ต้องเรียนรู้นิมิตรแห่งค่ำคืน จึงอาจข้ามพ้นสายน้ำแห่งกาลเวลา

ดุจดั่งคนหาปลารู้จักดับตะเกียงเพื่อดูดาว

- สายน้ำคืนเพ็ญ : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล -

๐๐๐

เพื่อหาบางสิ่งเติมเต็มในสิ่งที่พร่องหาย ข้าฯมองลงดูความวูบไหวไปมาของคนข้างล่าง แสงสีจากหลอดไฟดัดโค้งเป็นรูปร่างอักษรา สีสันยวนใจให้ลุ่มหลง และในซอกหลืบของตรอกซอยมีความมืดมิด ความหิวบังคับให้ผีเสื้อปีกพรุนสยายกลีบ

จากนั้นโบยบินสู่อ้อมกอดราตรีแห่งตาคลี กลีบปีกสดสวยตัดกับบรรยากาศสงคราม น้ำตาไม่มีเสียงร้องให้ใครได้ยิน รงค์ฯจาระไนค่าใช้จ่ายที่สูญหายไประหว่างทางของสงคราม ข้าพเจ้าสรุปเอาอย่างหยาบและเป็นกันเองกับขนาดมันสมองอันมีขีดจำกัด

ตาคลี น้ำตาไม่มีเสียงร้องไห้ สารคดีบันทึกเรื่องราวในช่วงระหว่างสงครามอินโดจีน หากแต่เป็นฉบับรายงานการสงครามแนว(แผ่น)หลัง บาร์เหล้า หญิงบริการ แมงดา(สองขา) ยาเสพติด ราคาข้าวแกงและค่าแรงต่อหนึ่งประตู-ผีเสื้อราตรีสนใจมากพอกับว่า เมื่อไหร่สงครามจะยุติ เพื่อโบยบินและสิ้นใจ

หนุ่มผมยาวบอกว่า นักดนตรีมันไม่พี้ยาไปเสียทุกคน “ ดนตรีคือทางออกที่นุ่มนวลที่สุด ในบรรดาทางออกทั้งหลาย ในสังคมที่วุ่นวายซับซ้อน – มันก็ไม่ใช่ความผิดบาปอย่างไร ถ้าเราจะตะโกนออกมา ด้วยเครื่องมือที่ฆ่าใครไม่ได้ ทำไมหรือ? ก็มันเป็นเพียงดนตรี”

นักธุรกิจบนขาอ่อนผู้ถามหาศีลธรรม – เขาอยากพบหน้าและทำความรู้จัก เขาอาจเย้ยหยันหรือเขาอาจไม่รู้จักมันจริงๆ และผู้ดูแลความเรียบร้อยให้ผลประโยชน์ไม่เป็นสิ่งก้าวร้าวจนเกินไปสำหรับสนามรบแนวหลัง

หวยกระป๋อง-คล้ายหวยเถื่อนลดตัวเลขให้เหลือ ๑๒ หน่วย หากถูก จ่าย ๑๐ ต่อ “คนรวยหรือคนจนก็ชอบเล่น -หล่อนว่า – มันง่ายและเร็วดี ไม่ต้องรอ สิบวัน – ตื่นนอนขึ้นมาตอนเที่ยง โยนไว้สักสิบ ยี้สิบ พอถึงเย็นก็รู้ว่า รวย-หรือซวย” หวยกระป๋องออกทุกวัน ย่ำเย็น

หญิงบริการขึ้นทะเบียนเมื่อเดือน พค. ๑๕ รวม ๕๓๐ – มิย. กค. สค. กย . ตค. ขยายหมายเลขทะเบียนเป็น ๒,๒๗๑ ปริมาณผีเสื้อและโรคา

ข้าวแกงจานละ ๒ บาท ส้มตำมะละกอครกละ ๒ บาท ลาบจานละ ๓-๕ บาท ราคาข้างเหนียวขายเป็นหยิบ ต่อหยิบ ๑ บาท หากต้องการกินอิ่ม-อย่างน้อยที่สุด อิ่มเล็ก ๕ หยิบ-๕ บาท อิ่มใหญ่ ๑๐ หยิบ- ๑๐ บาท ในวงเล็บ เมื่อ พศ. ๒๕๑๕ – นั่นคือราคาของตาคลี

ราคาของสงครามโดยสังเขป แฟนทอม (เครื่องบิน) เอฟ ๔ เดินทางจากมลรัฐเม๊กซิโก-“มันคือปีศาจ” (บางคนว่าอย่างนั้น) ราคาอย่างที่บอกต่อกันได้อยู่ที่ ๘๐ ล้าน ราว ๗๒ ลำ ค่าใช้จ่ายในการบินแต่ละครั้ง ๑๗๐,๐๐๐ บาท อัตราการยิงกระสุนปลิดวิญญาณ ๑๐,๐๐๐ นัดต่อนาที (นั่นคือจำนวนของชีวิตที่เจ็บและดับ-หากมีวาสนาพบเจอ) ค่าใช้จ่ายในการบิน ข้าพเจ้าไม่แน่ใจจำนวนว่านั่นคือจำนวนนับทั้งฝูงบินหรือต่อเที่ยวลำ

ห่-า มันก็เงินมหาศาลอยู่ดี

เครื่องบิน บี. ๕๒ ราคาต่อลำ ๑๖๐ ล้าน-อ่านไม่เจอจำนวน ทว่า-ต่อหนึ่งลำสามารถบรรทุกระเบิด กินน้ำหนัก ๓๐๐ ตัน ระเบิดหนึ่งตันชำระสิ่งมีชีวิตให้พ้นจากจากโลกนี้ได้เท่าไรนั้น-ไม่มีในบันทึก


สงครามเวหาราคา ๑๔๐,๐๐๐,๐๐๐ บาท วิมานของคนยาก ๒๐ บาท/ต่อประตู

สี่แสนล้านดอลลาร์ อเมริกันใช้เงินไปในสงครามอินโดจีนแปลเป็นค่าเงินไทยในลมหายใจขณะนั้นเป็นเงินแปดล้านๆ พระเจ้าช่วย (ตัวหนังสือรู้สึกอยากอุทานและอาเจียน) แปดล้านๆ นั้นคือราคาของสงคราม และตาคลีเขียนใบเสร็จมากมายให้อเมริกัน ระหว่างสงคราม

กามโรคนั่น-ย่อมนับรวม เป็นปริมาณที่มีการบันทึก แต่คนไม่เคยจดจำ ลืมง่ายดายเป็นเรื่องธรรมดา ไม่แปลก คนทั่วไปไม่มีสมองไว้จดจำเรื่องเหล่านี้หรอก มีแต่คนที่ไม่ธรรมดาเท่านั้น ที่จำตัวเลขเหล่านี้มาเขียนเล่าเอาความ

“พวกเขามาถึงตอนเย็นแดดรำไร นกกำลังบินกลับจากรัง คืนนั้นพวกเรานอนไม่หลับกันเลย – ครับ!! เตรียมตัวเป็นเศรษฐีกัน”

รงค์ วงษ์สวรรค์ เป็นคนไม่ธรรมดา

เทียบกับค่ำคืนธรรมดานี้ แหงนมองฟ้า ดวงดาวดูน่ารักน่าชังอย่างประหลาด พาลให้ใจหลุดลอยหายไปในม่านเมฆขาวมัว ภาษาสวยงามทำให้เราอมยิ้มและง่วงนอน ดั่งน้ำทิพย์ชโลมหัวใจที่ระอุร้อน ให้ผ่อนคลาย ละวางปลดปลงสิ่งต่างๆที่หัวใจหอบหิ้วจนเหนื่อยหน่าย

บุตรธิดาแห่งดวงดาว แวดล้อมกายเราเสมอ หากสัมผัสได้ถึงพวกเธอเหล่านั้น

ค่ำคืนมืดมิดยังมีความเปลี่ยวเปล่า มีความเหน็บหนาวเมื่อลมพริ้วผ่านความเย็นแห่งมหานที ความคิดคำนึงถึงค่ำคืนอันงดงาม ใช่หรือไม่ว่าเกิดก่อจากความว่างเปล่า จากไม่มีเปลี่ยนเป็นมี จากมีเปลี่ยนเป็นไม่มี

หมุนเวียนเฉกเช่นทิวาและราตรี

๐๐๐

ภายในใต้แสงตะวัน – เธอได้แบ่งปันจากชีวิตอื่น – กินจากหลายผืน -ดื่มจากหลายสายธาร

เธออาศัยผู้คนเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด – เธอเติบโตในอ้อมกอดแห่งสุญตาราม – ทั้งโลกคือมาตุคาม – ทั้งเอกภพคือปิตุภูมิ

ภายใต้แสงตะวัน – เธอฝันถึงศานติ – และในฤดูใบไม้ผลิ – เธอฝันถึงความรัก – แต่บ่อยครั้งเธออาจไม่รู้จัก – ว่าความรักคืออะไร

เธอค้นหาสิ่งนั้นเหมือนอยู่ภายนอก – แต่สิ่งที่ศาสดาท่านบอก รักอยู่ภายใน – (ฉะนั้น) อย่าเที่ยวถามผู้อื่นว่ารักเธอแค่ไหน – เพราะความรัก มิใช่ การเจราพาที

รักคือการให้ รักคือเมตตา รักคือศรัทธาที่เธอมีต่อความจริง รักคือสำนึก ว่าเธอมาจากสรรพสิ่ง จึงมิอาจทอดทิ้ง .. สิ่งใด หรือผู้ใด

- ข้าวเม็ดน้อย : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล -


ตัวอักษรคือเครื่องทำความเย็นที่แสนประหยัดและก่อมลภาวะให้กับธรรมชาติน้อย อย่างน้อยก็ไม่เท่าเครื่องปรับอากาศหรือน้ำแข็งลอยแกว่งในน้ำขมประกายอำพัน

มองฟ้าแล้วก็ถอนใจ – คิดทบทวนถ้อยความในหนังสือซ้ำไปซ้ำมา

เมื่อมองฟ้าคิดถึง บุตรธิดาแห่งดวงดาว เมื่อมองต่ำมา-สู่เบื้องล่างคิดถึง ตาคลี น้ำตาไม่มีเสียงร้องไห้ เมื่อเดินผละจากระเบียงและฟ้าพราวแสงสลัวราตรี ในหัวนอนของข้าฯบรรจุการงานที่ต้องทำให้ผ่านพ้นในวันรุ่ง กลับทำให้นึกถึงนิยายเรื่อง นอน และเมื่อดับไฟเพื่อหลับนอนกลับได้แต่เฝ้ามองความมืดมิดและนึกถึงเรื่องราวในคืนพายุฝนของ แพะกับหมาป่า

เสียงเพลง STILLE NAACHT HEILIG NACHT ดังแผ่วเบาในความคำนึง ข้าพเจ้าอยากหลับตาและตื่นขึ้นมาพบกับสันติ ทว่านักปรัชญาในสวนแห่งความไม่แน่นอนกลับพร่ำบ่นเสมอว่า

“โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน”

นั่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นเสมอเพื่อสำหรับการทบทวนก่อนกล่าวคำว่า

ราตรีสวัสดิ์…

(…)

ประมวลผลจากการอ่านหนังสือ


(๑) บุตรธิดาแห่งดวงดาว : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

(๒) ตาคลี น้ำตาไม่มีเสียงร้องไห้ : รงค์ วงษ์สวรรค์


(๓) นอน : ศักดิ์ชัย ลัคนาวิเชียร

(๔) เมืองเล็กที่เปลี่ยนโลก : เรื่องราวของนักเดิน(สวน)ทาง

ภาพประกอบจาก


(๑) STROMY NIGHT : ผลงานกำกับของ จิซามุโร ซูจิอิ

(๒) Welcome to dongmakgol : Directed by Park Kwang-hyun

คำคมส่งท้าย – คล้ายว่าลืมเลือนกันไปนาน



มันเป็นความผิดที่หาจำเลยไม่เคยพบ หรือในทำนองกลับกัน มันมีจำเลยมากมาย ทั้งโดยตรงและโดยทางอ้อม มันเป็นภาระที่สังคมต้องแบกไว้ด้วยความหวาดวิตก และถ้าใครจะตะโกนออกมาด้วยความกลุ้มใจว่า ไอ้ยาเสพติดห่-าเหวพวกนั้นมันบั่นทอนอนาคตของประชากรของประเทศ
10:05

“ผู้คน วิถีชีวิต มุมมองศักดิ์สิทธิ์ในโลกตะวันออก” มุมมองชีวิตผ่านเลนส์กล้อง ของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล



หน้างานนิทรรศการที่สถาบันปรีดีฯ มีภาพของเสกสรรค์ตั้งแต่วัยหนุ่ม


สุชาติ สวัสดิศรี กล่าวเปิดงานนิทรรศการภาพถ่าย


เสกสรรค์ ประเสริฐกุล (ซ้าย) และ สุชาติ สวัสดิศรี (ขวา) ขณะเดินชมภาพถ่าย



แสงดาว ศรัทธามั่น อ่านบทกวีให้แก่ เสกสรรค์


“ผู้คน วิถีชีวิต มุมมองศักดิ์สิทธิ์ในโลกตะวันออก” ประสบการณ์ 60 ปี ผ่านเลนส์กล้อง

หลายคนคงรู้จักนามของ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในฐานะนักศึกษากิจกรรมยุค 14 ตุลาฯ หรือในฐานะอาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอาจจะมีบ้างที่รู้จักตัวตนของเขา มุมมองต่อสังคมต่อชีวิตของเขาผ่านหนังสือหลายเล่ม เช่น “มหาวิทยาลัยชีวิต” , “ผ่านพบไม่ผูกพัน” หรือ “บุตรธิดาแห่งดวงดาว” ฯลฯ

แต่ขณะเดียวกันชายผู้เพิ่งล่วงสู่วัย 60 ผู้นี้ นอกจากจะเลือกปั้นแต่งทัศนะด้วยศิลปะแห่งถ้อยคำอย่างงานวรรณกรรมแล้ว เขายังได้เลือกจะมองโลกผ่านเลนส์กล้อง และสะท้อนมุมมองผ่านศิลปะการถ่ายภาพด้วย

ตั้งแต่ช่วงบ่ายไปจนถึงยามค่ำของวันที่ 14 พ.ย. เหล่าเพื่อนพ้องน้องพี่ ทั้งศิลปินและผู้ชื่นชมในผลงานต่างพากันมาร่วมงานเปิดนิทรรศการภาพถ่ายของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งจัดโดยสำนักพิมพ์สามัญชน ในชื่อ “ผู้คน วิถีชีวิต มุมมองศักดิ์สิทธิ์ในโลกตะวันออก” หรือ Eastern Corner ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์

เสกสรรค์ กล่าวขณะเดินชมภาพถ่ายพร้อมกับสื่อมวลชนว่า มันเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดบางมิติที่ลึกซึ้งของชีวิต ผ่านประสบการณ์การมองโลกของเขามากว่า 60 ปี เขายังบอกอีกว่าอาจมีงานเปิดตัวหนังสือรวมภาพถ่ายของเองในอนาคต


สุชาติ สวัสดิ์ศรี : เสกสรรค์ในในแง่ของผู้สร้างงานศิลปะ

สุชาติ สวัสดิ์ศรี นักเขียนและบรรณาธิการเจ้าของคอลัมน์สิงห์สนามหลวง ออกตัวว่าเขากับเสกสรรค์ เป็นคนที่มองกันได้อย่างเต็มตา กล่าวคือเป็นคนประเภทใกล้เคียงกัน

ซึ่งนอกจากสุชาติ จะคร่ำหวอดอยู่ในวงการวรรณกรรมในฐานะบรรณาธิการช่อการะเกดแล้ว ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาเขายังได้จัดแสดงผลงานภาพเขียนจิตรกรรมด้วย และในความเป็นผู้ที่ “มองกันได้อย่างเต็มตา” สุชาติ จึงได้กล่าวในช่วงเปิดงานว่า เขาเข้าใจความปรารถนาของเสกสรรค์เรื่องที่อยากทำงานศิลปะ แต่ก็ถูกกดทับไว้ด้วยสถานการณ์บางอย่างในอดีต

“แต่พอเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน อย่างที่บอก” สุชาติกล่าวในขณะเปิดงาน โดยเขาได้กล่าวถึงงานภาพถ่ายของเสกสรรค์ว่า เหมือนเครื่องมือที่แสดงให้เห็นปรัชญาแนวคิดของเสกสรรค์เอง

“ผมเห็นภาพถ่ายของคุณเสกสรรค์แล้วผมรู้สึกว่า ภาพถ่ายนั้นเป็นมุมมองพิเศษ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเครื่องมือบางอย่างของเสกสรรค์ที่จะพยายามทำให้สิ่งที่เรียกว่าปรัชญาของเขา อุดมคติของเขา วิถีของเขา วิธีปฏิบัติของเขานั้น มาปรากฏในภาพ”

“มันก็เป็นสื่ออันหนึงเหมือนเวลาที่เราเขียนหนังสือ หรือแสดงออกซึ่งชั้นเชิงในงานศิลปะ” สุชาติกล่าว

ซึ่ง บก. ช่อการะเกด พูดในพิธีเปิดอีกว่างานศิลปะเป็นสิ่งที่วางอยู่ในที่ซ่อน เป็นหน้าที่ซึ่งผู้เสพย์ต้องไปค้นหาความหมายเอง ไม่มีสูตรสำเร็จ

“อย่างน้อยภาพถ่ายมันก็ได้บันทึกสิ่งที่เรียกว่าความเป็นเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในแง่คนทำงานศิลปะ” สุชาติกล่าว เขาขอใช้คำว่า ‘คนทำงานศิลปะ’ แทนคำว่า ‘ศิลปิน’ เพราะคำนี้ถูกใช้กันเกลื่อนจนความหมายถูกลดทอนไปแล้ว


สินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย : นักอุดมคติ คนจริง และความหวังต่อคนรุ่นใหม่

ประชาไท ยังมีโอกาสได้พูดคุยกับสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย ผู้จัดการสถาบันปรีดี พนมยงค์ โดยในอดีตเขาเคยเป็นผู้ประสานงานและสมาชิกแนวร่วมศิลปินแห่งประเทศไทยในปี 2518 และเคยดำเนินกิจกรรมเกี่ยวกับศิลปะมาหลากหลาย ทั้งยังมีผลงานดนตรีและทัศนศิลป์มาจนถึงปัจจุบัน

สินธุ์สวัสดิ์ มีโอกาสพบเจอและร่วมงานกับเสกสรรค์ มาก่อน เขาบอกว่าเสกสรรค์เป็นคนมีลักษณะเฉพาะตัว และมีความเด่นเมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ อีกทั้งยังชื่นชมเขาในแง่ความเป็นคนที่เคารพและแสดงออกอย่างซื่อสัตย์ต่อความคิดของตนเอง

ซึ่งสิทธุ์สวัสดิ์ ได้แสดงทัศนะต่อตัวตนของเสกสรรค์ ผ่านประสบการณ์ส่วนตัวและผลงานภาพถ่ายของเขา ขณะเดียวกันก็ได้แสดงทัศนะต่อโลกปัจจุบัน ที่แม้ว่าจะไม่เอื้อต่อการสร้าง “นักอุดมคติ” เช่นในอดีต แต่ก็ยังคงมีความหวังกับการต่อสู้ของคนรุ่นใหม่ในอีกแบบ ที่ไม่ต้อง “ก็อปปี้” คนในอดีต


……………………

1.) คุณสินธุ์สวัสดิ์ มีความรู้สึกอย่างไรบ้างกับงานภาพถ่ายของเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในครั้งนี้ ได้เห็นตัวตนใหม่ ๆ ของ คุณเสกสรรค์ในงานครั้งนี้บ้างหรือไม่?
งานภาพถ่ายชุดนี้ก็สะท้อนตัวของเสกสรรค์ในเวลานี้ สะท้อนความคิดของเขาที่ตกผลึก ในแง่ของการเมือง สังคม การใช้ชีวิต การมองภายในตัวตนของตัวเอง ซึ่งพักหลัง ๆ นี้เขามุ่งกลับไปหาความรู้พื้นฐานคือเรื่องของพระพุทธศาสนา และเขาก็สามารถสกัดเอาเปลือกให้เหลือแก่นได้ในบางประเด็น เหมือนเป็นหลักไมล์ของเขา ในการที่เขาเจออะไร เขาพบเห็นอะไร และเขาจะเลือกมานำเสนออย่างไร อาจจะมีสิ่งที่เขาสะสมเอาไว้มากมายก่อนที่จะมาถึงในช่วงเวลาทุกวันนี้ แต่สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เขาเลือกไว้แล้ว ว่าจะให้ปรากฏแก่สาธารณะ

ภาพเนี่ยมันอาจจะแค่สื่อให้สะท้อนความคิดของเขาออกมาว่า เขาคิดอย่างไรกับเรื่องของโลก กับเรื่องของชีวิต ทั้งด้านในและด้านนอก สิ่งเหล่านี้จะอยู่ในตัวเนื้องาน ซึ่งถ้าเราดูแล้วเราเข้าใจตัวของเขา ชีวิตของเขา ตั้งแต่เบื้องต้น-ท่ามกลาง-มาจนถึง ณ วันนี้ ก็จะเห็นตัวตนของเสกสรรค์ ประเสิร์ฐกุล ณ วันนี้


2.) อยากให้ยกตัวอย่างสักรูปหนึ่งว่ามันสะท้อนตัวแกอย่างไร?
มันยกขึ้นมาเป็นเคสไม่ได้ครับ ต้องยกขึ้นมาเป็นมวลรวม มันคือมิติของความเข้าใจในชีวิตมากขึ้นในระดับลึก เข้าใจวิถีความเป็นพุทธที่สะท้อนออกมาจากงานมากขึ้น

การที่เขาเลือกใช้เป็นภาพขาวดำ มันมีมิติมากกว่าการฉาบด้วยสีซึ่งเป็นภาพลวงตา เขาชัดเจนในประเด็นของเขาอยู่แล้วถึงเลือกใช้ตรงนี้

ถ้าคนที่ไม่ได้รู้จักตัวตนเขา ก็จะดูเหมือนอย่างรูปถ่ายธรรมดาง่าย ๆ ทั่ว ๆ ไป แต่เมื่อได้ศึกษาเรื่องวิธีคิดของเขาได้อ่านงานของเขา ได้ฟังเขาพูด หรือปาฐกถา แล้วได้มาเห็นชิ้นงาน จะเห็นและเข้าใจมิติมากยิ่งขึ้นว่า ณ วันนี้แล้ว เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้ตกผลึกและถูกยกระดับทางความคิดเรื่องการเข้าใจชีวิตมากยิ่งขึ้น


3.) ถ้ามีเด็กรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักเสกสรรค์ ประเสริฐกุล มาก่อน แล้วเขาได้ดูงานนี้ คิดว่าเขาจะได้อะไรบ้าง?
ถ้าไม่รู้จักเสกสรรค์มาก่อนเลย ดูแล้วเขาก็อาจจะมีคำถาม ถ้าเขามีคำถามได้ก็ถือว่าได้จุดประกายความคิดแล้ว แต่ถ้าเกิดดูแล้วไม่รู้สึกอะไรเลย...ก็จบ

แต่ถ้าเกิดคำถามเขาก็สามารถค้นหาต่อได้ ซึ่งเดี๋ยวนี้ไม่ยาก เข้า google กดคำว่า "เสกสรรค์ ประเสริฐกุล" ลงไป มันก็ง่ายเข้าว่าจะไปอ่านงานตัวไหนดี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ หรือแก่นความคิดของเขาที่ตกสะเก็ดอยู่ตามที่ต่าง ๆ ก็สามารถหาได้ไม่ยาก สำหรับคนที่สนใจ

แต่ถ้าเขาไม่สนใจ อย่างไรเสียก็ไม่เกิดแรงบันดาลใจตัวนี้ แต่มันจะเหมาะสำหรับคนที่คิดว่ามาดูแล้วอยากจะให้เกิดอะไรบางอย่างในชีวิตของตัวเองด้วย การได้เรียนรู้ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ก็คือการได้เรียนรู้ตัวเราเองด้วย แล้วผู้จัดงานก็อยากให้มันเกิดประโยชน์มากกว่าเป็นแค่การแสดงงานชุดหนึ่งเท่านั้น

4.) โดยส่วนตัวคุณสินธุ์สวัสดิ์เองแล้ว ส่วนไหนของคุณเสกสรรค์ที่คุณชื่นชอบมากที่สุด?
ตั้งแต่ 14 ตุลาฯ มา สิ่งที่คุณเสกสรรค์เด่นชัดมาก คือเขาเชื่อมั่นตัวเองสูง และเคารพความคิดตัวเองสูงมาก และเขาสามารถใช้ชีวิต เลือกทางเดินของชีวิตได้อย่างไม่ตกหล่น ซึ่งเขาพร้อมที่จะก้าวเดินอย่างลูกผู้ชายที่ควรเป็น ตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าดูถูกลูกผู้หญิง แต่มันมีสิ่งที่เรียกว่า "ผิดก็คือผิด" "ถูกก็คือถูก" แล้วมันก็ดำเนินไปได้ ตรงไหนที่ผิดก็ยอมรับว่ามันผิด เขามีตรงนี้สูงมาก

และลักษณะตรงนี้เองที่ทำให้เขาเป็นผู้นำทางความคิด เพราะว่าเขาทำตอกย้ำในสิ่งที่เขาเชื่อ ไม่ใช่ทำในสิ่งที่ต่อหน้าและลับหลังไม่เหมือนกัน เขาเชื่ออย่างไรเขาแสดงออกอย่างไรก็ทำแบบนั้น

ฉะนั้น ในช่วงต่าง ๆ ของชีวิตเขาจะไม่เหมือนกัน แล้วก็ผ่านขั้นตอนการเรียนรู้ชีวิตต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน ฉะนั้นพอตกผลึกมา ณ วันนี้ เขาก็ยอมรับตัวตนเขา ณ วันนี้ แล้วก็พร้อมจะบอกกับสังคมว่า วันนี้เขาคิดอย่างไร

ตัวนี้คือ "ความเป็นเสกสรรค์" ที่มีน้อยในตัวคนอื่นอาจจะมีบ้าง แต่ในสังคมไทย ต่อหน้ากับลับหลังไม่ค่อยเหมือนกัน ส่วนใหญ่จะแต่งคำสวยหรูเวลาอยู่ในสังคม พออยู่อีกบริบทหนึ่งก็เปลี่ยนไป แต่คุณเสกสรรค์ไม่ได้เป็นอย่างนั้น


5.) มีอะไรที่รู้สึกไม่เห็นด้วยกับคุณเสกสรรค์บ้างไหม?
ไม่มีนะ ที่ไม่มีก็เพราะว่า กระบวนการที่ผ่านมา ถ้าคนอยู่รุ่นนั้นจะเขาใจว่า ความกดดันต่าง ๆ ในการเลือกผิดเลือกถูก การแสดงออกต่าง ๆ มันถูกสถานการณ์หล่อหลอม ไม่ได้ว่าทุกอย่างจะอยู่ที่ตัวเขาหมด

ความมีอัตตานี้ผมว่าทุกคนมี คนที่มีอุดมคติ คนที่มีอุดมการณ์นี้มันมีหมด ถ้าไม่มีอัตตาก็คงไม่ยึดมั่นในความดีความชั่วถึงขนาดตรงนั้น ซึ่งคุณเสกสรรค์เขามีตรงนั้น ถ้าไม่มีตรงนั้นเขาก็ไม่มีพลังขับสิ่งต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนกระบวนการช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคนอื่น ๆ ก็มีแบบนี้เหมือนกัน

ฉะนั้นถ้ามันทำออกมาแล้วไม่สำเร็จมันก็ต้องยอมรับ คูณจะเลือกทำอย่างไรระหว่างฆ่าตัวตายหรือจะมีชีวิตอยู่เพื่อจะยอมรับในความผิดพลาดแล้วก็ทำสิ่งใหม่ สร้างสิ่งใหม่ เพื่อที่จะทำให้คนอื่นเข้าใจได้ หรือว่าเดินไปข้างหน้าได้

ผมจึงเห็นว่าเขามีความกล้าหาญ มีความเป็นตัวของตัวเอง และเป็นแบบอย่างให้กับคนที่ทำงานเพื่อสังคมและมีอุดมคติ


6.) กับเด็กรุ่นใหม่ในประเทศเราตอนนี้ คิดว่าจะมีคนที่ทำได้อย่างคุณเสกสรรค์อีกหรือไม่?
ผมไม่คิดว่ามีคุณเสกสรรค์คนเดียวแล้วจะนำพาอะไรได้ ต้องเข้าใจสถานการณ์บริบททางสังคมในช่วงที่ผ่านมามันถูกขับเคลื่อนจนกลายเป็นกระแส จนกลายเป็นกระบวนการ พอเป็นกระบวนการมันไม่ได้หมายถึงนาย ก. นาย ข. แต่มันหมายถึงมวลชนทั้งหมด สติปัญญาทั้งหมดของคนมหาศาลที่เกิดขึ้นและถูกขับเคลื่อนไป

คุณเสกสรรค์ก็เป็นเหมือนตัวขับเคลื่อนหรือเฟืองตัวนึงในการที่จะหมุนไป หมุนไปตามจังหวะที่มันควรจะเกิด ถูกกาลเวลา ถูกสถานที่ขับเคลื่อนไป ในขณะเดียวกันขบวนการทั้งหมดมันได้ถูกยกระดับและขับเคลื่อนไปแรง ฉะนั้นกระแสธารอันนี้มันถึงมุ่งไปข้างหน้าได้อย่างพร้อมเพรียงกันกับคนมหาศาล เข้ากับบริบทของสังคม ซึ่งตอนนั้นต้องการคนแบบนี้ขึ้นมา

แต่ ณ วันนี้ การไหลบ่าของวัฒนธรรม จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะบริโภคนิยม ทุนนิยม ทุนสามานย์ อะไรก็แล้วแต่มันมหาศาลกว่าเยอะ ประเภทที่กดกริ๊กเดียวแล้วคุณก็มีความรู้เท่าเทียมกันได้หมดเลยในคอมพิวเตอร์ มันทำให้ไม่เกิดความยากลำบากในการหาข้อมูล ในการเรียนรู้เรื่องโลก ซึ่งความสะดวกเกินไปในบางเรื่อง ในบางประเด็นมันทำให้คนละเลยในแง่ของการตะกายหรือไขว่คว้า มันไปสู่ในแนวราบเหมือนกันหมดทุก ๆ ด้าน ฉะนั้นมันไม่มีตัวกระตุ้นให้คนเกิดความทะยานอยาก ที่จะเป็นนักอุดมคติ มันจึงยากที่จะมีเกิดคนแบบคุณเสกสรรค์ ณ วันนี้

โลกมันไปในอีกมิติหนึ่งซึ่งไม่เหมือนกัน ซึ่งมันเปรียบเทียบยาก ถ้าให้พูดถึงในแง่ของจิตวิญญาณ ถ้ามีได้มันก็จะก่อเกิดประโยชน์กับสังคม ไม่ใช่เพียงแค่คุณเสกสรรค์ คุณเสกสรรค์เป็นแค่ตัวอย่างของคน ๆ เดียวในกระบวนการทั้งหมด ที่มีความรับผิดชอบต่อคนในสังคม

คิดว่าถ้าคนรุ่นใหม่มีอะไรแบบนี้มาก ๆ ประเทศชาติก็จะน่าเป็นห่วงน้อยลง


7.) จากที่คุณสินธุ์สวัสดิ์กล่าวมาถึงสังคมในยุคปัจจุบัน ที่มีลักษณะเป็นแนวราบแล้วทำให้คนมีความเป็นนักอุดมคติน้อยลง การเคลื่อนไหวต่อสู้เพื่อสังคมจะยังเกิดขึ้นอยู่หรือไม่ หรือว่ามันหมดไปแล้ว?
เกิดได้ครับ ผมยังเชื่อ ยังมีความหวังกับคนรุ่นใหม่ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเราต้องไม่มองเฉพาะวงแคบ ๆ ซึ่งมันมีพัฒนาการ การเรียนรู้ร่วมกันในสังคม ไม่ใช่ในสังคมไทยอย่างเดียว อย่างปีก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ มีการชูคำว่า Hope ที่แปลว่าความหวัง เป็นการรณรงค์ของโอบาม่า ซึ่งถือเป็นกระแสความคิดที่ก้าวหน้า แต่ว่าในความเป็นประธานาธิบดีจะนำไปสู่อะไรแค่ไหนก็อีกเรื่อง

หรือเรื่องของ ออง ซาน ซูจี ที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการรณรงค์ แม้แต่สหรัฐฯ แทนที่จะมีท่าทีแข็งกระด้างอย่างเดียว แต่ใช้ให้เป็นประโยชน์ ทำให้ภาพของรัฐบาลพม่าเปลี่ยนไปในทางอ่อนข้อลง

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เด็กไทยไม่เรียนรู้ พวกเขาก็เรียนรู้เหมือนกัน เพียงแต่สภาวะความสุขงอมของสถานการณ์ในบ้านเมืองเรามันยังไม่ถึงขนาดแบบนั้น แต่ผมก็ไม่ได้สิ้นหวังกับคนรุ่นใหม่ มันมีมิติ มีเงา มันไม่ได้แบนราบ มีทั้งด้านสว่างด้านมืด มีทั้งสีสันต่าง ๆ ท่ามกลางการเรียนรู้นี้ หากเกิดสภาวะทำให้เขาออกมาทำงานเพื่อสังคม ผมก็เชื่อว่าคนรุ่นใหม่เขาพร้อมที่จะทำหน้าที่เพื่อสังคม เพียงแต่ในรูปแบบในวิธีการ ไม่ต้องไปก็อปปี้คนรุ่นก่อน ๆ ว่าจะเป็นแบบนี้ ๆ มันไม่ใช่ มันก็เป็นอีกรุ่นหนึ่งของเขา

………………………
10:02

อิรักฝังศพ “เคมิคอล อาลี ใกล้หลมฝังศพ “ซัดดัม ฮุสเซน

   
เคมิคอล อาลี มือขวาของอดีตประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ของอิรัก ที่มีส่วนในการสังหารหมู่ชาวเคิร์ดด้วยการรมแก๊สพิษถึง 5,000 คน ถูกประหารชีวิตแล้ว เมื่อวานนี้
เคมิคอล อาลี หรือ อาลี ฮัสซัน อัล-มาจิด ถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอไปเมื่อวานนี้ หลังจากถูกตัดสินประหารชีวิตถึง 4 ข้อหาด้วยกัน เคมิคอล อาลี ขึ้นชื่อในเรื่องของการปราบปรามกวาดล้างกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซน ด้วยความโหดเหี้ยม ซึ่งชาวอิรักในสมัยนั้นกลัวเขาพอๆกับซัดดัมเลยทีเดียว

เคมิคอล อาลี ถูกจับกุมเมื่อเดือนสิงหาคม 2003 หลังจากที่สหรัฐฯส่งกองทัพบุกโค่นอำนาจซัดดัม ฮุสเซนได้เพียง 5 เดือน 

เคมิคอล อาลี ถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอครั้งแรก เมื่อเดือนมิถุนายน ปี 2007 จากข้อหาใช้กำลังทหารกวาดล้างชนกลุ่มน้อยชาวเคิร์ด ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึง สิงหาคม 1988 จากนั้นเขาก็ถูกตัดสินประหารชีวิตครั้งที่สองในเดือนธันวาคม 2008 จากข้อหามีส่วนในการกวาดล้างมุสลิมชีอะห์หลังสงครามอ่าวเปอร์เซีย ปี 1991 และต้องโทษประหารชีวิตครั้งที่ 3 ในเดือนมีนาคมปีที่แล้ว จากข้อหามีส่วนในการสังหารและขับไล่มุสลิมชีอะห์ ในปี 1999

ส่วนโทษประหารชีวิตครั้งที่ 4 มีขึ้นเมื่อเดือนมกราคมปีนี้ จากข้อหาอยู่เบื้องหลังการสังหารหมู่ชาวเคิร์ด 5,000 คน ด้วยการรมแก๊สพิษที่หมู่บ้านฮาลับจา

และขณะที่อิรักประกาศการประหารชีวิตเคมิคอล อาลี ก็เกิดเหตุระเบิดฆ่าตัวตายขึ้นในกรุงแบกแดด 3 ครั้งซ้อน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 36 คน บาดเจ็บ 80 คน คาดว่าตัวเลบผู้เสียชีวิตจะเพิ่มสูงขึ้นอีก
10:00

ปาฐกถาเบเนดิค แอนเดอร์สัน : ลัทธิชาตินิยมเก่าและใหม่

ที่มา: เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการอุษาคเนย์ครั้งที่ 6 ‘อุษาคเนย์: อคติที่แอบแฝงสู่ความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ’ ณ หอประชุมศรีบูรพา (หอเล็ก) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 30 ม.ค.52 เผยแพร่ใน ประชาไท วันที่ : 31/1/2552 



Professor Emeritus Dr.Benedict O’Gorman Anderson 







เกือบ 150 ปี ที่มาแล้ว ลอร์ด แอคตัน นักประวัติศาสตร์ชื่อดังแห่งสหราชอาณาจักร ได้แสดงความวิตกกังวลต่ออนาคตว่า จะมีอำนาจที่ทรงพลังอย่างยิ่งเข้ามาคุกคามความชอบธรรมทางกฎหมาย สิ่งนั้นคือ ‘ลัทธิชาตินิยม’ 



สำหรับคำว่า ‘ความชอบธรรมทางกฎหมาย’ เขา หมายถึง ระเบียบทางสังคมที่ถูกสถาปนาขึ้นโดยถูกเข้าใจว่าเป็นดั่งมรดกอันยิ่งใหญ่ จากอดีต การที่จะเข้าใจแนวคิดนี้ได้อย่างกระจ่างชัด สิ่งหนึ่งที่ต้องจดจำต้องย้อนไปถึงปี ค.ศ. 1870 ครั้ง ที่ประเทศฝรั่งเศสได้กระทำการโค่นล้มราชวงศ์ ประเทศมหาอำนาจทั้งในยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ต่างถูกปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอย่างกว้างขวาง การผสมกันของความแตกต่างของประชาชนที่มีภาษาต่างกัน รวมทั้งศาสนาและวัฒนธรรม และครึ่งซีกโลกตะวันตกก็ได้ตกอยู่ในกรณีเหล่านี้เช่นกัน ท่านลอร์ดแอคตันไม่ใช่ผู้ที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ท่านปรารถนาถึงเสรีนิยมด้วยความเชื่อที่ตั้งมั่นแห่งหลักเหตุผลนิยม และท่านได้พบว่าลัทธิชาตินิยมโดยแท้จริงแล้วเป็นสิ่งไร้ซึ่งเหตุผลและดู เหมือนว่าเป็นสิ่งซึ่งทำลาย



ความหวาดกลัวของท่านลอร์ดแอคตันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ตัวท่านให้เป็นนักพยากรณ์ล่วง รู้การณ์ภายหน้า การปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขมีความยุ่งเหยิงอันใหญ่หลวงต่อลัทธิชาตินิยม เหตุเพราะเป็นการสร้างแนวคิดของความไม่เท่าเทียมกันทางประเพณีและความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของการจัดระบบทางชนชั้น ขณะที่ลัทธิชาตินิยมเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความเท่าเทียมในด้านต่างๆ กันอย่างสมบูรณ์ และก่อให้เกิดสำนึกของชุมชนความเป็นพี่น้องในแต่ละรัฐชาติต่างๆ 



การยินยอมที่จะมีความสัมพันธ์ทางการเมืองต่อการตื่นตระหนกของลัทธิชาตินิยม หลายราชวงศ์ต้องสิ้นสุดลงในศตวรรษที่ 19 ต่อ การพยายามดิ้นรนที่จะเป็นรัฐชาติ ซึ่งมีความสำคัญเพื่อปกป้องนโยบาย มากไปกว่านั้นคือความพยายามของราชวงศ์ต่างๆ ที่ต้องการจะเป็นชาติ เช่น เยอรมัน อังกฤษ ตุรกี รัสเซีย เป็นต้น



ความยุ่งยากไปกว่านั้นคือการที่ประเทศเหล่านี้ต้องเผชิญหน้าจากชนกลุ่มน้อยจากหลายเผ่าพันธุ์ในดินแดนของตน (ชาวไอริช, ชาวโปลิส,ชาวอาหรับ,ชาวกรีก,ชาวยูเครน,ชาวฟินแลนด์ และอื่นๆ อีกมากมาย) นอกจากนี้ยังมีปัญหาอื่นๆ ที่เพิ่มเข้ามาอีก คือการที่ราชวงศ์ต่างๆ มีที่มาจากที่อื่น เช่น อังกฤษและกรีซถูกปกครองโดยราชวงศ์เยอรมัน ขณะที่สวีเดนถูกปกครองโดยราชวงศ์จากฝรั่งเศส มันต้องใช้เวลานานถึงสองร้อยปีและสงครามโลกครั้งที่หนึ่งผ่านไปเพื่อทำให้ พระเจ้าจอร์จที่หก (พระอัยกาของควีนอลิซาเบธแห่งอังกฤษ) ยอมเรียกชื่อราชวงศ์โดยใช้ภาษาอังกฤษ



ในห้วงระยะเวลาอันสั้นนี้ เป็นช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 สิ้นสุดลง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ก่อให้เกิดลัทธิชาตินิยมขึ้นในสยาม ในช่วงท้ายที่สงครามสิ้นสุดลงนั้น ราชวงศ์ที่ยิ่งใหญ่ทั้งจากยุโรป ตะวันออกกลาง เฉกเช่นเดียวกับการปกครองของราชวงศ์แมนจูในปักกิ่งต่างถูกโค่นล้ม เหลือเพียงสหราชอาณาจักรเท่านั้นที่พ้นจากภัยคุกคามนี้ 



ในสมาคมรัฐชาติสมัยใหม่นั้น ราชวงศ์ต่างๆ กลับกลายเปลี่ยนสภาพเป็นชนกลุ่มน้อย ในขณะที่สมาชิกรัฐชาติต่างๆ กลายเป็นสาธารณรัฐในสงครามโลกครั้งที่ 2 และช่วงหลังสงครามเกิดการแพร่กระจายต่อต้านลัทธิเจ้าอาณานิคม ซึ่งเป็นลัทธิชาตินิยมในเอเชียและแอฟริกา เป็นหายนะต่อราชวงศ์เป็นอย่างมาก ทุกวันนี้ มีเพียง 15% ของชาติที่เป็นสมาชิกของสหประชาชาติที่ยังคงมีสถาบันกษัตริย์ดำรงอยู่ และทั้งหมดนั้นเมื่อประชากรรวมกันก็ยังคงน้อยกว่าประชากรของประเทศอินเดียครึ่งประเทศ



ราชวงศ์ต่างๆ ในยุโรปเหนือ สเปนและญี่ปุ่น ต่างดำรงความเป็นสถาบันอยู่ได้ด้วยการทรงสละพระราชอำนาจทางการเมืองและทรงยินยอมที่จะดำรงอยู่โดยบทบาทเชิงสัญลักษณ์ เว้นแต่ในกลุ่มของรัฐอาหรับโดยมีซาอุดิอารเบีย และในเอเชีย ซึ่งก็คือสยาม ที่เราสามารถพูดได้ว่ามีน้อยกว่า 10 % ของชาติสมาชิกของสหประชาชาติที่สถาบันพระมหากษัตริย์ยังคงไว้ซึ่งพระราช อำนาจที่มีผลบังคับใช้ ในกลุ่มชาติเล็กน้อยเหล่านี้สยามเป็นชาติที่มีประชากรมากที่สุด



อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้สยามเป็นที่น่าสนใจศึกษาในเรื่องนี้ ซึ่ง Seton – Watson เรียก มันว่า เป็นลัทธิชาตินิยมอย่างเป็นทางการ เกิดจากการปลุกระดมปฏิกริยาเพื่อนำไปสู่ความคลั่งไคล้ในลัทธิชาตินิยม ซึ่งได้ถูกจัดการเพื่อความอยู่รอด อาจมีเพียงที่สยามประเทศเดียวที่สามารถทำได้แบบนี้ ดังเช่นที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 6) ทรงมีพระราชดำริในการสร้างความเป็นชาตินิยม โดยทรงใช้คำว่า ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ ซึ่งยังคงเห็นได้จนถึงปัจจุบัน 



เหล่านี้ล้วนเป็นรากฐานต่อการสอดแทรกแนวคิด ความเป็นลัทธิชาตินิยมอย่างเป็นทางการดังเช่นในยุโรป เมื่อ 100 ปีที่แล้ว ใน รัสเซีย ออสเตรีย สหราชอาณาจักร คือคำว่า พระเจ้า กษัตริย์และประเทศ (God, Queen/King and Country) ทุกวันนี้ในยุโรปได้ยกเลิกคำเหล่านี้ไปแล้ว ในทางตรงข้ามกลับนำมาใช้ในความหมายเชิงเย้ยหยันประชดประชันในรายการตลกโทรทัศน์



สิ่งที่ข้าพเจ้าสนใจ คือสิ่งที่นักวิชาการชาวเยอรมันเรียกว่า NACHTRAEGLICHKEIT (ความ ไม่พอใจ) ซึ่งเป็นเรื่องของทรัพยากรด้านการเมือง ราชวงศ์ในตะวันออกกลางต่างยังคงดำรงความเป็นสถาบันด้วยการสร้างให้เป็นภาพตัวแทนของผู้นำความเป็นโลกมุสลิมผ่านขอบเขตพรมแดนแห่งความเป็นรัฐชาติเดียวกัน โดยใช้หลักศาสนาของความเป็นมุสลิมเป็นตัวเชื่อม แต่ในพุทธศาสนาแบบไทยนั้น นับเป็นการปรากฏที่แสดงถึงข้อบ่งชี้อย่างเป็นทางการในตัวเองในทุกๆ ที่ของการเปลี่ยนผ่านของรัฐชาติ สิ่งเหล่านี้เป็นหนทางที่จะสามารถหนีไปสู่กับดักของเวลาได้หรือไม่นั้น การกลืนกินของระบบสถาบันกษัตริย์ทำได้อย่างไรในสยาม ในช่วง 150 ปี ซึ่งทั่วโลกกำลังพูดถึงในช่วงท้ายของศตวรรษที่ 19 ที่ลัทธิชาตินิยมอย่างเป็นทางการเป็นแบบทดสอบของการข้ามพ้นความล้าสมัยและต้องปราศจากอำนาจจากกองทัพในการข่มเหงด้วยเช่นกัน



ในยุโรปแสดงให้เห็นถึงเหตุการณ์ของการเปรียบเทียบที่น่าสนใจ ดังที่ข้าพเจ้าจะเสนอตัวอย่างดังต่อไปนี้



ประการแรก กระบวนการวัฏจักรที่สมบูรณ์ของระบบสถาบันกษัตริย์และของการสืบราชสันตติวงศ์ กว่าหลายพันปีที่แล้วที่ประชาชนส่วนใหญ่ของโลกยังคงคุ้นเคยกับแนวคิดของระบบสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ยังไม่หมดไปและยังไม่ล่มสลายนั้นต่างเต็มไปด้วยพระราชอำนาจ ในจีนมีราชวงศ์ฮั่น ราชวงศ์ถัง ราชวงศ์ซ้ง(ซ้อง) ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิง ราชวงศ์แมนจู และในประเทศอังกฤษมี นอร์แมน เวลส์ สก๊อต ดัตช์ และเยอรมัน แต่หลัง ค.ศ.1918 เป็นที่กระจ่างชัดว่าไม่มีราชวงศ์ใหม่ใดเกิดขึ้นได้ 



หากราชวงศ์ใดล่มสลายลงก็ไม่สามารถมีราชวงศ์ใหม่ๆ เกิดขึ้นมาทดแทนได้อีกต่อไป เว้นแต่การมีประธานาธิบดีหรือนายกรัฐมนตรีเฉกเช่น จอมพล ป. ซึ่งมีกองกำลังทหารเป็นของตนเองให้เฉกเช่นพระมหากษัตริย์ ทุกคนก็ต่างเย้ยหยันเป็นอันแน่ถ้าจอมพล ป.กระทำการเช่นนั้น ผู้นำจีน Yuan Shih-kai พยายามกระทำการเช่นนี้มาแล้วเมื่อ ค.ศ. 1910 แต่มีอำนาจปกครองเพียงแค่หนึ่งถึงสองปี จากนั้นจึงถูกสำเร็จโทษประหารชีวิต ความสำเร็จครั้งล่าสุดของราชวงศ์เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อต้นศตวรรษที่ 20 ในนอร์เวย์ กว่าร้อยปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังคงมิสามารถถูกแทนที่ด้วยราชวงศ์ใหม่ๆ ได้



วิกฤติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของราชวงศ์ที่มีรูปแบบความแตกต่าง คือ การที่ราชวงศ์ในยุโรปพระมหากษัตริย์มีคู่สมรสเพียงพระองค์เดียว แต่ในเอเชีย พระมหากษัตริย์กลับมีคู่สมรสได้จำนวนมาก ในยุโรปมีหลักธรรมเนียมพระราชประเพณีปฏิบัติอย่างหลักๆ ในการสืบราชสมบัติอยู่สองประการ คือจากคู่สมรสและจากพระราชโอรสองค์โตซึ่งจะสืบราชสมบัติโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน (โดยแบ่งจากการสืบสันตติวงศ์จากกฎมณเฑียรบาลโดยฐานันดรศักดิ์) และเป็นที่น่าทึ่งที่ราชวงศ์ในยุโรปจำนวนหนึ่งถูกปลงพระชนม์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1790 และนั่นก็หมายความว่าผู้ที่มีจะสืบสันตติวงศ์ที่มีความสามารถก็จะมีจำนวนลดน้อยลงเช่นกัน 



ในสหราชอาณาจักร ราชวงศ์ทิวดอร์และราชวงศ์สจ๊วตซึ่งเป็นสองราชวงศ์สุดท้าย และยังมีราชวงศ์ของเนเธอร์แลนด์อีกราชวงศ์หนึ่งด้วยเช่นกัน ราชวงศ์ฮันโนเวอร์มีเพียง 8 รัชสมัย และได้ถูกปรับเปลี่ยนสถาบันเป็นเพียงเชิงสัญลักษณ์ 



ความเสื่อมถอยของการมีคู่สมรสจำนวนมากในเอเชีย ในสยามเมื่อ 100 ปี ที่ผ่านมา ทำให้มีจำนวนของลำดับสันตติวงศ์จำนวนมาก จากการให้กำเนิดองค์รัชทายาทจากพระมหากษัตริย์ หากพระมหากษัตริย์มีผู้สืบสันตติวงศ์ 80 พระองค์ ก็จะทำให้มกุฎราชกุมารดำรงพระชนม์ชีพด้วยความยากลำบาก จากการที่มีผู้สืบสันตติวงศ์จำนวนมากขึ้นซึ่งอาจทำให้มีการลอบปลงพระชนม์ ระหว่างพี่น้องด้วยกันเอง นี่คือถ้อยคำถากถางของความแตกต่างระหว่างราชวงศ์ยุโรปและเอเชีย 



ส่วนพระนางเจ้าที่มีชื่อเสียงที่สุดของอังกฤษ 3 พระองค์ คือ พระนางเจ้าอลิซาเบธที่ 1 พระนางเจ้าวิกตอเรีย และพระเจ้าอลิซาเบธที่ 2 แต่ละพระองค์ทรงล้วนครองราชสมบัติร่วมกว่าครึ่งศตวรรษและไม่มีพระมหากษัตริย์ พระองค์ใดของรัสเซียและออสโตรฮังการีที่ได้รับความนับถืออย่างมากเท่ากับพระบรมราชินีนาถแคทเธอรีนซึ่งเป็นชาวเยอรมัน และพระนางมาเรีย เทเรซ่า 



การที่สามารถสมรสได้หลายคู่ของชาติเอเชีย ทำให้มีผู้สืบราชสันติวงศ์จำนวนมาก (ดังเช่นที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงยกเลิกประเพณีกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยให้พระราชโอรสเป็นมกุฎราชกุมารสืบราชสมบัติต่อจากพระองค์ และในปัจจุบันนี้ได้เปิดโอกาสให้พระราชธิดาสามารถสืบราชสันตติวงศ์ได้แล้วเช่นกัน) ชีวิตสมัยใหม่ของยุโรปได้แสดงให้เห็นว่าการมีพระราชินีนาถเป็นผู้ปกครอง พสกนิกรจะรักพระองค์มากกว่าการที่มีพระราชาเป็นผู้ปกครอง ดังเช่นที่พระราชินีอลิซาเบธได้รับความชื่นชอบเป็นจำนวนมาก แต่นี่ไม่รวมถึงพระราชโอรสของพระองค์ที่ทรงเอาแน่เอานอนไม่ได้ และพระราชนัดดาที่ไม่กระทำตามสัญญาทั้งสองพระองค์ นับเป็นสิ่งยอดเยี่ยมเมื่อพระราชินีทรงอยู่ในบัลลังก์ ในขณะเกิดเรื่องเสียๆ หายๆ บ่อยกับพระราชา



ประการที่สอง การปรับตัวเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งคู่ระหว่างราชวงศ์และความเป็นชาติ อย่างใดอย่างหนึ่งสองคำนี้ซึ่งสามารถปรับตัวได้ อย่างน้อยที่สุดในยุโรป อย่างแรกสามารถเรียกได้ว่าเป็นการเสาะแสวงหาความนับถือจากชนชั้นกลาง คริสตศาสนิกชนถูกห้ามไม่ให้สมรสได้หลายครั้ง แต่ในศตวรรษนั้นก็มีพระสนมของกษัตริย์ในยุโรปได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง เช่นในรัชสมัยของพระนางเจ้าวิกตอเรียมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อเจ้าชายเอ็ดเวิร์ดที่ 7 มกุฎราชกุมารซึ่งเป็นพระราชโอรสของพระองค์ทรงแอบมีพระสนมอย่างลับๆ และในช่วง 3 รัช สมัยสั้นๆ นี้เองที่ราชวงศ์พยายามกระทำตนเฉกเช่นชนชั้นกลางทั่วไป พระชายามิได้ทรงปรากฏพระองค์และพระโอรส พระธิดาต่างก็ถูกส่งเข้าโรงเรียนเฉกเช่นเด็กทั่วไป ไม่ได้กักขังเลี้ยงดูภายในราชวังอีกต่อไป 



สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นภาพตัวแทนที่ยิ่งใหญ่ของการยอมให้ลัทธิชาตินิยมตอกย้ำความเสมอภาคซึ่งพระนางราชินีนาถอลิซาเบธเป็นผลผลิตของคำแรกรูปแบบการปรับตัวนี้ เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1980 แต่ความสำเร็จที่แท้จริงในอังกฤษ ฮอลแลนด์ สวีเดน นอร์เวย์ เดนมาร์ก เบลเยี่ยม ญี่ปุ่น สเปน ได้แสดงภาพลักษณ์ตัวตนเฉกเช่นสามัญชนธรรมดา ทรงเป็นผู้นำทางคุณธรรม ทรงดำรงชีพเฉกเช่นครอบครัวชนชั้นกลาง มีพระโอรสพระธิดาเพียง 2-3 พระองค์ (ใกล้เคียงพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว) พระองค์ก็ทรงเสียภาษีเงินได้ประจำพระองค์ให้แก่รัฐ และเป็นช่วงที่งดเว้นการมีพระราชพิธีที่ใหญ่โต และจารีตประเพณีอันโบราณคร่ำครึ และทำให้มีภาพลักษณ์ที่น่าตื่นตาทางโทรทัศน์และจุดดึงดูดการท่องเที่ยวกว่าบางสิ่งบางอย่างที่มีความหมายเชิงลึกสำหรับคนอังกฤษ



แต่สมัยใหม่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ระยะที่สองสามารถเทียบได้กับการปรับตัวสู่อำนาจของวัฒนธรรมประชานิยมซึ่งคนรุ่นใหม่ยิ่งมีเสียงมากยิ่งขึ้น



โทรทัศน์เป็นจุดเปลี่ยนทางเทคโนโลยีที่สำคัญ แต่ผลกระทบทางการเมืองล้วนมากจากการเป็นพันธมิตรกับวัฒนธรรมประชานิยมทั้งละครน้ำเน่า รายการทอล์คโชว์ ภาพยนตร์ การแข่งขันกีฬา การ์ตูน และอื่นๆ การปรับตัวของราชาธิปไตยต่อวัฒนธรรมแห่งชาตินี้นั้นยากมากขึ้นเพื่อที่จะรวม กับเกียรติยศ สังคมและศีลธรรมกับราชวงศ์ 



ปัจจัยหลักนั้นคือการปรากฏขึ้นของกลุ่มผู้มีชื่อเสียง อย่างที่นักเล่นสำนวนคนหนึ่งกล่าวสรุปสั้นๆ ว่า “เป็นผู้มีชื่อเสียงเพื่อมีชื่อเสียง” วีรบุรุษของวัฒนธรรมประชานิยมในประเทศอังกฤษ รวมทั้งทุกๆ ที่คือ นักกีฬา นักแสดงภาพยนตร์ นักดนตรีร็อค ผู้คนในรายการทอล์คโชว์ นักการเมืองโทรทัศน์และผู้คนมีฐานะทางเศรษฐกิจ 



วีรบุรุษและวีรสตรีกลุ่มนี้ถูกคาดหมายให้มีรูปร่างหน้าตาดี ร่ำรวย และมีคู่รักจำนวนมาก แต่งตัวเก่ง เป็นผู้ที่ท้าทายความเสี่ยง เป็นผู้ทีใช้ยาเสพติด โดยทั่วไปแล้วเป็นเรื่องอื้อฉาว และค่อนข้างเป็นเรื่องที่น่าสลดใจ ยกตัวอย่างเช่น มาลิลีน มอนโรว, เจมส์ ดีน เจ้าหญิงไดอาน่า เช่ เดียวกับไมเคิล แจ็คสัน มาดอนน่า จอห์น เลนนอน ฯลฯ ความเชื่อมโยงที่มีผู้ชมมักดูเหมือนให้ความเสมอภาคเท่าเทียมกัน และผู้คนนั้นเริ่มที่จะคิดว่าตนเองเป็นเช่นนั้น ถ้าฉันเป็นคนที่สวยกว่านี้ รวยกว่านี้ และแปลกประหลาดกว่านี้ฉันคงสามารถเป็นหนึ่งในพวกเขาได้ ผู้คนเริ่มที่จะคาดหวังที่จะเปิดเผยชีวิตส่วนตัวของพวกเขาต่อพื้นที่สาธารณะมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ นั่นคือวิธีการที่พวกเขาจะยังคงมีชื่อเสียงอยู่ต่อไปได้



สามารถเห็นได้ทันทีว่าเหตุใดการปรับตัวราชวงศ์ต่อวัฒนธรรมประชานิยมในลักษณะนี้นั้นเป็นทั้งสิ่งที่มีเสน่ห์และน่ากลัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์รุ่นเยาว์สามารถเข้าถึงตัวฮีโร่นักกีฬาได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งนักร้องเพลงร็อค นักแสดง และบรรดาพ่อค้านักธุรกิจ ดังนั้นจึงมักเกิดกรณีขึ้นในใจของพวกเขาที่มีความสับสนระหว่างผู้มีชื่อเสียงและราชวงศ์ แต่ในพื้นที่สาธารณะนั้นน้อยมากที่จะเกิดความผิดพลาดเช่นนั้น ในใจของประชาชน พวกเขาคาดหมายว่าราชวงศ์นั้นจะมีเกียรติ เสียสละเพื่อส่วนรวม 



ความยากเย็นประการที่สอง คือ น้อยมากที่จะมีหน้าตาดีเหมือนนักแสดงภาพยนตร์ หรือมีความสามารถเท่านักดนตรีร็อค และมีความฉลาดเท่าพ่อค้าคนรวย จริงๆ แล้วพวกเขาไม่มีอะไรเลย เว้นแต่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชาติกำเนิดของพวกเขา ซึ่งไม่ได้มีนัยยะสำคัญที่เกี่ยวกับสถานะของผู้มีชื่อเสียงเลย เรื่องอื้อฉาวของราชวงศ์นั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยไม่ใช่เรื่องน่ากลัวผิดปกติแต่อย่างใด เป็นเรื่องที่ทำให้ฉุกคิดของความคาดหวังที่มีอยู่สูงต่อราชวงศ์เท่านั้นเอง



กรณีเจ้าหญิงไดอาน่านั้น เป็นกรณีตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบในการอธิบายปัญหาในโลกสมัยใหม่นี้ พระองค์ไม่ได้เป็นคนที่มีความสามารถพิเศษ และไม่ได้รูปร่างหน้าตาดีกว่าราชวงศ์อังกฤษส่วนใหญ่ พระองค์ไม่สามารถที่จะแข่งขันเสน่ห์ของพระองค์กับดาราภาพยนตร์โดยปราศจากสถานะจากในราชวงศ์ของพระองค์ 



ประชาชนชอบพระองค์ในช่วงเวลาหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะพระองค์มีพระสวามีที่แปลกไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของผู้คน และส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะราชินีไม่เป็นที่ชื่นชอบของประชาชนและดูไม่ค่อยมีเกียรติ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะความต้องการของพระองค์ที่จะให้กำลังใจผู้ป่วยเอดส์ อาจเป็นเพราะพระองค์นั้นยังทรงพระเยาว์ ผู้คนจึงนิยมชมชอบพระองค์ 



แต่ด้วยความสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายของพระองค์กับลูกชายเพลย์บอยของพ่อค้าคนรวยชาวมุสลิมในอังกฤษ แน่นอนถ้าพระองค์เป็นนิโคล คิดแมน นั่นอาจเป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ นิตยสารไทม์ได้ออกมาต่อต้านพระองค์เช่นกันในกรณีนี้ เพราะวันหนึ่งพระองค์อาจจะต้องเป็นราชินีที่อื้อฉาวพอๆ กับพระสาวมีที่อื้อฉาวเช่นกัน เป็นเหมือนฝันร้ายที่ชาวอังกฤษหลายพันคนร้องไห้ให้พระองค์ เมื่อพระองค์จากไปด้วยการสิ้นพระชนม์ที่น่าหดหู่ แต่มันอาจจะเป็นชะตากรรมของผู้มีชื่อเสียงที่จะถูกลืมและถูกแทนที่ด้วยคนรุ่นใหม่ และนี่คือเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงที่โชคร้ายคนนั้น เท่านั้นเอง