10:16

ล้อเลียนพระพุทธเจ้า... ไม่หยุด ไม่เลิก!




“ไอ้พวกฝรั่งโรคจิต” “ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กับพระกับเจ้ายังเอามาเล่น” “ทำอย่างนี้ได้ต้องไม่ใช่ชาวพุทธแหงๆ จิตใจตกต่ำจริงๆ” “ขอให้กรรมตามสนองมัน” และอีกสารพันคำด่าสาดเสียเทเสียบนโลกออนไลน์เมื่อภาพ “แมคโดนัลด์ปางพระพุทธรูป” ถูกส่งต่อจนกลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อต้นเดือนแล้ว ในตอนที่ข่าวนี้ยังเป็นที่สนใจของสื่อทุกแห่ง ผู้เกี่ยวข้องต่างทำงานตัวเป็นเกลียว ติดตามเสาะหาคนผิดอยู่พักหนึ่ง แต่ท้ายสุดเรื่องก็เงียบไปตามระเบียบ... 
       ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่เรียกตัวเองว่า “ชาวพุทธ” และไม่อาจทนนิ่งเฉยต่อการย่ำยีพุทธศาสนาในรูปแบบต่างๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ทั่วโลกขณะนี้ได้ นั่นแสดงว่า วันที่ 24 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ คุณมีนัดเสียแล้ว!

 



                                          ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ล้อพระนามพระพุทธเจ้า

 ดึงพระพุทธองค์ลงที่ต่ำ 
       เก่าเกินไปแล้วที่จะมานั่งพูดถึงแค่ “แมคโดนัลด์ปางพระพุทธรูป” ซึ่งเคยเป็นประเด็นร้อน ชักชวนให้ผู้คนเข้ามาด่าทอ หาตัวคนปั้นกันให้ว่อนเน็ต เพราะเดี๋ยวนี้พฤติกรรมล้อเลียนพระพุทธศาสนามีให้เห็นตื่นตาตื่นใจกันยิ่งกว่านั้นอีก เรียกได้ว่ายิ่งเสิร์ชยิ่งเจอ ยิ่งอยู่เมืองนอกยิ่งเห็น แถมยังทำกันเป็นธุรกิจ อัปเดตอยู่ตลอดจนตามความเคลื่อนไหวกันแทบไม่ทันเลยทีเดียว ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าพระพุทธรูปที่เรากราบไหว้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันจะถูกนำมาประดับลงบนของใช้ กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้านไปเสียได้ ทั้งยังขายดิบขายดีในตลาดสากลจนน่าใจหายอีกด้วย
        
       
       เริ่มตั้งแต่ส่วนเศียรของพระพุทธรูปที่ได้รับความนิยมในธุรกิจแฟชั่นอย่างมาก พระพักตร์ที่ชาวพุทธมองว่าน่าเคารพนับถือกลับกลายเป็นลายเส้นทรงเสน่ห์ ดึงดูดให้นักออกแบบเลือกมาใช้เป็นลายผ้า สกรีนลงบนเสื้อ กางเกง กระโปรง ย่าม หนักข้อไปจนถึงถุงเท้า รองเท้า เสื่อมถึงขนาดถูกนำไปใช้บนกางเกงในจีสตริง!
        
       
       “เราได้รับร้องเรียนเรื่องการนำเอาสัญลักษณ์พระพุทธเจ้าไปเป็นเครื่องหมายสินค้าจากประเทศต่างๆ ทั่วโลกเป็นระยะ ตั้งแต่ปี 2549 ฝรั่งเศสเอารูปเศียรพระไปประดับเครื่องนอน ปี 2550 สหรัฐอเมริกานำพระพุทธรูปไปประดับบาร์และเครื่องหมายสินค้าบนกางเกงในจีสตริง ต่อมาสวีเดนนำไปเป็นเครื่องหมายสินค้าสำหรับเด็ก สาธารณรัฐเช็กนำไปเป็นเครื่องหมายร้านนวดแผนไทย และถูกใช้เป็นเครื่องหมายประดับรองเท้าด้วย” อภิวัฒน์ สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง รักษาการผู้อำนวยการกองประมวลและวิเคราะห์ข่าว กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศในขณะนั้น เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ 
        
       
       ด้วยข้อจำกัดเรื่องกฎหมายข้ามชาติจึงทำให้ประเทศไทยไม่สามารถจัดการกับมารศาสนาในต่างแดนได้อย่างที่ใจคิด สุดท้ายผู้กระทำผิดก็ยังคงลอยนวลรับทรัพย์จากการเหยียบย่ำความเชื่อของชาวพุทธกันต่อไป เมื่ออดทนต่อสภาพที่เป็นอยู่ไม่ไหว จึงเกิดการรวมพลังตั้งองค์กร “Knowing Buddha” ขึ้นมา เพื่อทำหน้าที่ให้ความรู้ ป้องกัน และยับยั้งการกระทำย่ำยีพระศาสนาโดยเฉพาะ ล่าสุดได้สร้างแรงกระเพื่อมในสังคมครั้งใหญ่จากการเปิดเผยข้อมูลที่คนไทยอาจไม่เคยรู้
        
       
       “เราไปเจอการค้าขายของต่างชาติที่หมิ่นศาสนาอย่างมากเลย มีทั้งลูกอมรูปเศียรพระพุทธเจ้า, บริษัท “The Dog Buddha” ที่จงใจเอาชื่อพระพุทธเจ้าไปล้อเลียน แถมยังใช้เป็นสัญลักษณ์ธุรกิจของเขา เอาหัวหมามาใส่ไว้ในตัวพระพุทธรูป, หนังเรื่อง “Hollywood Buddha” ที่ใช้รูปโปรโมตน่าตกใจมาก ให้คนขึ้นไปขี่บนเศียรพระพุทธเจ้า คิดดูสิ! มันใช่ที่นั่งแล้วเหรอ ไม่รู้ว่าใช้อวัยวะส่วนไหนไปคิดออกมาได้ หรือแม้แต่หนังของ Disney เรื่อง “Snow Buddies” ที่ตั้งชื่อสุนัขว่า Buddha แถมยังฉายให้เด็กๆ ดูกันในวงกว้างด้วย” 
        

       “อันนี้สงสัยอยู่เหมือนกันว่าทำไมต้องใช้หมามาสอนเรื่องสมาธิด้วย หมาเป็นสัตว์เดียรัจฉานนะคะ ถ้าจะบอกว่ามันน่ารักดี น่าจะเข้ากับเด็กๆ ได้ ก็ต้องถามว่าเขาไม่มีตัวเลือกอย่างอื่นแล้วเหรอ มันเป็นความบันเทิง เน้นความสนุกสนานก็จริง คนทำน่ะสนุก แต่คุณรู้ไหมว่ากำลังย่ำยีหัวใจของคนนับถือพุทธศาสนาทั่วโลก หรืออย่างการเอาเศียรพระพุทธเจ้ามาทำเป็นลายเสื้อผ้า เราเองก็พยายามจะมองให้เป็นเรื่องของศิลปะ มองให้เห็นเป็นแค่ภาพวาด ภาพสกรีน ให้ตัดขาดจากการเอ่ยถึงพระพุทธเจ้า แต่มันไม่ได้จริงๆ แค่ตอนซักผ้าแล้วซักปนกันก็กลายเป็นของต่ำไปแล้ว” ดร.จุฬานี เกตุศร ผู้ดูแลสื่อต่างประเทศ องค์กร Knowing Buddha พูดอย่างตรงไปตรงมา
   


 
แมคโดนัลด์ปางพระพุทธรูป

 
     แปลงไปเป็นสินค้าต่างๆ

 ตัวเป็นพระ หัวเป็นหมา
       ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าอะไรดลใจให้เจ้าของธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขอย่าง Alanna Cha Sin หยิบเอาพระพุทธเจ้าและสุนัขมารวมกันได้ ทั้งๆ ที่ดูไม่เข้ากันเลยแม้แต่นิดเดียว เช่นเดียวกับภาพยนตร์เรื่อง Snow Buddies ของดิสนีย์ที่ตั้งชื่อสุนัขตัวหนึ่งในเรื่องว่า Buddha ไม่ว่าจะพยายามมองมุมไหน ความหมายที่สื่อออกมาก็มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นคือ The Dog Buddha แปลตามตัวก็คือ “หมาพระพุทธเจ้า” หรือ “พระพุทธเจ้าเป็นหมา” นั่นเอง
        
       
       “เห็นชัดๆ เลยว่าเขามีเจตนาจะลบหลู่ อยู่ดีๆ เขาจะดึงเอาสัตว์มาเกี่ยวข้องกับพระพุทธเจ้าทำไมถ้าไม่ได้มีเจตนาย่ำยีศาสนาของเรา ยกตัวอย่างในทำนองเดียวกัน สมมติว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับศาสนาอิสลาม นำพระอัลเลาะห์มาล้อเลียนชื่อหมา เรียกว่า The Dog อัลเลาะห์ ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือตั้งชื่อหมาเป็นเยซู คิดว่าชาวคริสต์ทั้งหลายจะทำอย่างไรกับบริษัทนี้ แต่เผอิญเขาทำกับพระพุทธเจ้าได้เพราะว่าพวกเราชาวพุทธอ่อนแอไงคะ
        
       
       “เพื่อให้เข้าใจตรงกัน เราคงต้องอธิบายให้เขาเข้าใจว่าพระพุทธองค์ไม่ใช่ของเล่นที่ใครจะมาย่ำยีได้ ไม่ใช่ว่าจะเอาหัวหมามาใส่ไว้ในตัวพระพุทธเจ้ายังไงก็ได้ตามใจ ลองคิดดูว่าถ้าเกิดเป็นตัวคุณเองล่ะ ถ้ามีใครปั้นหุ่นเป็นรูปหน้าคุณแล้วเอาไปใส่ไว้ในตัวหมา คุณจะรู้สึกยังไง แล้วก็ตั้งชื่อคุณเป็นแบบเจ้าตัวนั้นเลย ยังจะรู้สึกว่าเป็นการกระทำที่น่ารักน่าให้อภัยอยู่อีกไหม ไม่ว่าคุณจะมีเจตนาไปในทางไหน ดีหรือไม่ก็ตาม แต่ในเมื่อมีชาวพุทธออกมาป่าวประกาศ แสดงเจตนารมณ์ต่อต้านสิ่งที่คุณทำว่ามันไม่ดีนะ คุณก็ควรจะหันกลับมามองแล้วล่ะว่าตัวเองทำไม่ดีจริงหรือเปล่า” ดร.จุฬานี เลขาธิการมูลนิธิโรงเรียนแห่งชีวิต ยังคงบอกเล่าด้วยน้ำเสียงประชดประชันอย่างที่เป็นมาตลอดการสนทนา
        
       
       หากลองมองในแง่ดีแสนดีสักครั้ง ธุรกิจดังกล่าวอาจนำทางลูกค้าของพวกเขาให้มาสนใจในพระพุทธศาสนาก็เป็นได้ เริ่มจากความสงสัยในรูปลักษณ์แปลกๆ ของผลิตภัณฑ์ สืบค้นหาข้อมูลต่ออีกสักหน่อยก็จะรู้ว่ามีที่มาและอาจก่อเกิดเป็นความศรัทธาขึ้นมาได้ แต่โอกาสที่พูดถึงคงมีสิทธิเกิดขึ้นได้แค่ 1 ในล้านหรือไม่เกิดขึ้นเลยมากกว่า 
        
       “ส่วนมากพอซื้อไปแล้วก็สนใจแค่เรื่องราคากับสถานที่ซื้อแหละ แต่ถ้ามีคนอยากรู้จักพระพุทธศาสนาจากสินค้าพวกนี้ขึ้นมาจริงๆ โลกเราทุกวันนี้มันคงไม่เสื่อมเท่านี้หรอกค่ะ สิ่งที่พยายามทำอยู่ตอนนี้คือออกมาแสดงจุดยืนเพื่อปกป้องพระศาสดาของเรา ทำให้ชาวต่างชาติรู้ว่า เอ้อ! ไม่ได้แล้วนะ มีคนกลุ่มหนึ่งออกมาปกป้องพระพุทธศาสนาแล้ว จะทำอะไรก็ต้องระวังดีๆ ส่วนคนที่ทำผิดอยู่ก็น่าจะช่วยให้เขาหยุดแล้วก็ถอยออกมามองว่าจะทำยังไงต่อไปดี เราตั้งใจจะประกาศให้เขารู้ไปเลยว่าเราจะไม่หยุดจนกว่าคุณจะเปลี่ยนแปลงการกระทำของคุณซะ!” 
       



อย่าทำอย่างนี้!

 ดื้อด้านไม่แก้ไข
       ก่อนที่จะตัดสินว่ากลุ่มธุรกิจที่ถูกอ้างถึง จงใจเหยียบย่ำพระพุทธศาสนาของเรา ทางองค์กรเคยวางจุดยืนให้เป็นคนคิดบวกเอาไว้ก่อนเสมอ คือพยายามคิดว่าส่วนใหญ่ทำผิดไปด้วยความไม่เข้าใจ เนื่องจากวัฒนธรรมและศาสนาแตกต่างกัน แต่หลังจากส่งจดหมายไปชี้แจงต่อผู้ต้องสงสัยทั้งหมด จึงเป็นอันคอนเฟิร์มว่าน่าจะเกิดจากพฤติกรรมของคนที่รู้แต่ยังทำมากกว่า
        
       
       “อย่างบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสุนัขบนหน้าเฟซบุ๊ก พอเราส่งข้อความไปเตือน เขาบล็อกเราทันทีเลย ตอนหลังก็บล็อกทุก user ที่มาจากประเทศไทยด้วย มีคนต่างชาติที่ได้มาอ่านเว็บไซต์ knowingbuddha.org ของเราแล้วเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดี เขาก็ช่วยกันส่งจดหมาย ส่งคอมเมนต์ไปถึงบริษัทนี้ ปรากฏว่าถูกบล็อกเหมือนกัน แสดงว่าเจ้าของบริษัทไม่สนใจคำชี้แจงของเราแล้วล่ะ" 
       "ตอนหลัง อ.พิมพ์พิษา ติณพาฤทธิ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากรลองโทร.ไปคุยกับเขา ตอนแรกคุยกันเรื่องงานปั้นก็คุยดี พอเข้าเรื่องพระเศียรพระพุทธเจ้า เธอวางหูใส่ทันทีเลย แสดงว่าเธอรู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองทำอะไรอยู่แต่ไม่คิดจะแก้ไข ส่วนบริษัทที่ทำอมยิ้มรูปพระเศียร ตอนนี้เขาเอาภาพออกจากเว็บขายของแล้ว แต่เชื่อว่าน่าจะยังผลิตอยู่ เพราะไม่มีการตอบรับอะไรกลับมาเลย”
        
       
       สาเหตุที่เจ้าของธุรกิจทุกรายใช้กลยุทธ์นิ่งไว้ก่อนและไม่แก้ไขอะไรเลย อาจเป็นเพราะกลัวว่าการเปลี่ยนแปลงจะส่งผลกระทบต่อแบรนด์ที่สร้างขึ้นจนติดตลาดอยู่ในปัจจุบัน แต่ถ้าลองตัดเรื่องผลประโยชน์ออกไปแล้วมองด้วยสายตาที่เป็นธรรมสักนิด จะรู้ว่าการค้าที่เหยียบย่ำอยู่บนความรู้สึกของผู้อื่น นอกจากจะไม่สร้างสรรค์แล้ว มีแต่จะสร้างศัตรูให้มีมากขึ้นด้วย และไม่ว่าจะถลำลึกไปไกลสักเพียงใดก็ตาม แต่ถ้ารู้จักยอมรับผิด ก็พร้อมมีคนให้อภัยเสมอ อย่างที่ทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์เรื่อง Hollywood Buddha ได้รับมาแล้ว
        
       
       “เขาเขียนจดหมายกลับมาขอโทษพวกเราเลย แต่จะเปลี่ยนแปลงไปทางไหน ต้องคอยดูกันต่อไป ตอนนี้เราก็มีคนช่วยเฝ้าระวังเพิ่มขึ้นเยอะมาก มีคนต่างชาติหลายคนบอกว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่าเศียรพระพุทธรูปที่วางประดับอยู่ในร้านอาหาร ทางเท้า ห้องน้ำ หรือทำเป็นที่วางหมวก หลายสิ่งที่เขาเคยเห็นเป็นการย่ำยีหรือดูถูกพระพุทธเจ้า แต่หลังจากเข้าไปอ่านข้อมูลและรู้แล้ว เขาตกใจมากนะ หลังจากนั้นก็ช่วยกันออกมาปกป้อง บางคนเดินเข้าไปบอกร้านอาหารร้านนั้นเลย ช่วยเขียนจดหมายชี้แจง ช่วยเป็นหูเป็นตาให้เราทั้งๆ ที่ตัวเขาไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ ก็หวังว่าจะมีคนแบบนี้อีกเยอะๆ ที่จะเข้ามาช่วยเรา
        
       
       อย่างไรก็ตาม มีคนบางกลุ่มมองว่าการออกมาต่อต้านแบบนี้เป็นเรื่องไร้สาระ เพราะสุดท้ายแล้วแก่นของศาสนาจริงๆ ก็อยู่ที่หลักธรรมคำสอน เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรเดือดเนื้อร้อนใจไปกับพระพุทธรูปซึ่งถือเป็นวัตถุ เป็นเพียงรูปธรรม มีความหมายแค่เปลือกเท่านั้น พูดง่ายๆ คือ “ปล่อยวาง” เสียก็สิ้นเรื่อง แต่ตัวแทนองค์กรต่อต้านการย่ำยีพระพุทธศาสนายังคงยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “อย่างนั้นคงไม่ได้หรอกค่ะ อย่าลืมสิว่าเขามาย่ำยีพระพุทธศาสนาของเรา”
        
       
       “อันนี้เป็นเรื่องจริงตั้งแต่สมัยพุทธกาลเลย มีพราหมณ์องค์หนึ่งเดินไปเจอกับพระพุทธเจ้า ชี้หน้าด่าเลยว่า “คนถ่อย” ทั้งที่พระพุทธเจ้าก็สอนพวกเราว่าอย่ายึดมั่นถือมั่น ให้ปล่อยวาง แต่ทำไมพระพุทธองค์จึงย้อนกลับไปหาพราหมณ์คนนี้แล้วทรงอธิบายให้ฟังว่า อาตมาไม่ใช่คนถ่อยนะ คนถ่อยคือคนผิดศีลนะ แต่อาตมาไม่ใช่อย่างนั้น พราหมณ์คนนั้นตะลึงเลยแล้วก็ขอโทษขอโพย" 
       "คิดดูว่าพระพุทธเจ้าท่านยังปกป้องตัวท่านเองในขณะที่มีชีวิตอยู่ แต่ว่าท่านปกป้องด้วยการให้ความรู้กับเขา ให้เขาได้คิด ใช้สติไตร่ตรองเหตุผลให้เข้าใจ พราหมณ์คนนั้นถึงได้เลิกคิดผิดๆ เพราะฉะนั้นถ้าหากพระพุทธเจ้ายังคงมีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้แล้วมีคนมาเรียกท่านว่า The Dog Buddha หรือตั้งชื่อหมาว่า Buddha ท่านก็ต้องออกมาเทศนาตักเตือนเหมือนกัน
       


 เรื่องนี้ถึงกรมศาสนาแน่! 
       “ถ้าคุณเป็นชาวพุทธจริงๆ ลองไปเปิดหน้าเว็บแล้วเห็นการย่ำยีที่เกิดขึ้นเต็มไปหมดทุกวันนี้แล้วคุณจะรู้สึกเสียใจ” นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ดร.จุฬานีและผู้ร่วมอุดมการณ์ทนนิ่งเฉยต่อไปไม่ได้ ต้องคอยเติมเชื้อไฟในเรื่องนี้ในคุกรุ่นอยู่เสมอ ถึงแม้ว่าแรงส่งในประเทศไทยเองจะใกล้มอด แทบหมดสิ้นความหวังเต็มทีแล้วก็ตาม
        
       
       “เห็นหนทางริบหรี่มากสำหรับคนไทยเอง ทั้งที่อยู่ในไทยและที่อยู่เมืองนอกเลย แต่เราก็ไม่ได้ถึงกับหมดหวังนะคะ ยังพยายามสื่อสารให้พวกเขาเข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นและต้องเตรียมรับมือยังไงในฐานะชาวพุทธด้วยกัน ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นชาวพุทธที่แท้จริง ไม่ใช่ชาวพุทธเทียมหรือเป็นชาวพุทธแค่ในกระดาษ แค่ประกาศเอาไว้ในประวัติทางราชการว่าพ่อแม่ฉันเป็นพุทธ ฉันก็เป็นพุทธ โดยอาจจะไม่เคยใส่ใจอะไรเลยเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา คือถ้าอย่างน้อยๆ ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธตัวจริง ต้องให้เขารู้ว่าเขาก็มีหน้าที่ในการปกป้องศาสนาพุทธด้วยเหมือนกัน
        
       
       อาจเป็นเพราะพุทธศาสนิกชนชาวไทยไม่เคยชินกับหน้าที่ปกป้องศาสนา ส่วนใหญ่โตมากับพิธีกรรม เข้าวัด ทำบุญ สะเดาะเคราะห์ โดยไม่เคยสนใจว่าหน้าที่ที่แท้จริงของชาวพุทธคืออะไร พอมีปัญหา ก็หันหน้าเข้าพึ่งศาสนา ขอให้ร่ำรวย ให้พ้นเคราะห์ ขอให้มีความสุข แต่พอศาสนาต้องการที่พึ่งบ้าง เรากลับเดินหนี ทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ไม่ใช่เรื่องของฉัน และอาจเป็นเพราะหลายคนมองว่ามันเป็นเรื่องที่ใหญ่เกินตัว แต่จริงๆ แล้วแค่เสียงเสียงเดียวจากทุกคนก็มีความหมาย ทุกคนช่วยกันได้เสมอถ้าคิดจะทำ โดยเฉพาะพ่อค้าแม่ขายในประเทศไทยเองที่ควรกระตุ้นจิตสำนึกในตัวให้ตื่นอยู่ตลอดเวลา
        
       
       เริ่มที่พ่อค้าแม่ค้าคนไทยในถนนข้าวสารก็ได้ เสื้อสกรีนลายพระพุทธเจ้า พระพุทธรูปวางแบกะดินที่คุณเอามาขาย มันทำให้ชาวต่างชาติที่มาเดินดูเขาคิดว่าเราไม่ถือ สามารถเอาไปประดับตกแต่งได้ ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้ความรู้แก่คนทำธุรกิจตรงนี้ ให้เขาคิดได้ว่ามันไม่เหมาะสมนะ ถ้าเกิดมีฝรั่งมาขอให้สกรีนเสื้อลายเศียรพระพุทธเจ้าให้หน่อย อยากให้เขาปฏิเสธและอธิบายว่าทำไม่ได้นะ เพราะอะไร ถ้าทำได้อย่างนี้ก็แสดงว่าการปลูกฝังเรื่องจิตสำนึกเป็นผลสำเร็จแล้วล่ะ คือเลือกความถูกต้องเหมาะสมเป็นที่ตั้งก่อนเรื่องเงินเรื่องทอง” 
        
       
       “พออธิบายให้ชาวต่างชาติฟัง ก็ต้องไม่ลืมที่จะอธิบายให้คนไทยด้วยกันเองฟังด้วย จริงๆ แล้วเริ่มจากคนไทยก่อนนี่แหละดี ถ้าเราสามารถพูดให้คนบ้านเราตื่นตัวขึ้นมาได้ มันจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมบางอย่างในสังคมขึ้นมาแน่นอน อย่างวลีที่ว่า “เรื่องนี้ถึงครูอังคณาแน่” ทำไมคนพูดกันได้เป็นหมื่นเป็นแสนคน เดือดร้อนแทนเด็กแทนครูอังคณากันทั้งประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน มีคนมาย่ำยีศาสนาของเรา ไม่เห็นมีใครเดือดร้อนบอกต่อบ้างเลยบอกบ้างสิว่า “เรื่องนี้ถึงสำนักสงฆ์แน่” หรือ “เรื่องนี้ถึงกรมศาสนาแน่” แต่นี่ไม่มีเลย” ดร.จุฬานี ไม่ลืมยกตัวอย่างตามเทรนด์
        
       
       ตอนนี้ทางองค์กร Knowing Buddha ได้วางแผนให้เรื่องนี้ถึงสื่อต่างประเทศเอาไว้แล้ว มีทั้ง CNN หนังสือพิมพ์ Time และหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นอีกหลายหัว เพื่อประกาศจุดยืนในการปกป้องพระพุทธศาสนาอีกครั้งวันที่ 24 มิ.ย. ที่จะถึงนี้ โดยวิธีเดินขบวนธรรมยาตราจากราชประสงค์ถึงสยามสแควร์ แล้วนั่งบีทีเอสไปลงสวนจตุจักร สุดท้ายไปจบที่ถนนข้าวสาร แหล่งรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติ 
       ส่วนความเคลื่อนไหวในต่างแดนนั้น อาจเริ่มติดต่อทางลอสแองเจลิสซึ่งมีชาวอเมริกันที่นับถือศาสนาพุทธอยู่จำนวนมากก่อน ต่อด้วยแคนาดา ญี่ปุ่น แม็กซิโก สเปน ฯลฯ ถ้ายิ่งสามารถรวมเอากลุ่มคนที่นับถือศาสนาพุทธในประเทศต่างๆ ให้ออกมาต่อต้านการกระทำย่ำยีศาสนามากขึ้นเท่าไหร่ เชื่อว่าจุดยืนที่ต้องการจะสื่อสารออกไปจะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น 
       
       “คงไม่ต้องถึงขั้นเจ็บปวดกับเรื่องที่เกิดขึ้นหรอกค่ะ แค่รู้สึกรักและเคารพในศาสนาของตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองเป็นชาวพุทธก็พอ แค่ออกมาแสดงตัวให้ชัดเจนเรื่องการปกป้อง เพราะถ้าเราไม่ช่วยกันก็คงไม่มีใครช่วยแล้ว จะมานั่งเฉยปล่อยให้คนอื่นย่ำยีศาสนาเรา ทนได้เหรอ ก็เหมือนเวลามีคนมาด่าพ่อแม่เรา ด่าในหลวงของเรา ถ้าเรานั่งทำตาปริบๆ ก็แสดงว่าเราไม่ได้รักท่านจริงแล้วล่ะ ก็ทำนองเดียวกันค่ะ ถ้าเรารักพระพุทธเจ้าจริงก็ต้องออกมา!
       


---ล้อมกรอบ---
       อย่าทำ!
       ห้ามไม่ให้ประพฤติดูหมิ่นหรือกระทำไม่ดีใดๆ ต่อพระพุทธเจ้า
       ไม่วางหรือนำพระรูปของพระพุทธเจ้าไปไว้ในที่ๆ ไม่สมควร เช่น ไปสกรีนไว้ในผ้าเช็ดหน้า,ผ้าเช็ดปาก,ผ้าขนหนู, พรมเช็ดเท้า, พรมต่างๆ, หรือในอุปกรณ์การทำความสะอาดทั้งหลาย รวมถึงของเล่น, เฟอร์นิเจอร์ และไม่นำพระรูปของพระพุทธเจ้าไปไว้ในส่วนล่างของร่างกาย เช่น กางเกง,กระโปรง, รองเท้า ฯลฯ เพราะชาวพุทธที่แท้จริงจะรู้สึกทุกข์ใจและไม่สบายใจอย่างยิ่ง หากเห็นผู้ใดกระทำย่ำยีต่อพระรูปของพระศาสดาเช่นนี้ 
       ไม่วางพระพุทธรูป หรือรูปปั้นพระพุทธเจ้าเป็นดั่งเฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่ง เช่น ไม่เอาพระพุทธรูปหรือรูปปั้น ไปวางไว้ที่โต๊ะกลางของชุดเฟอร์นิเจอร์ ไม่วางไว้ในห้องน้ำ, ในบาร์ หรือร้านอาหาร ประดุจพระพุทธรูปเป็นเพียงของตกแต่ง 
       ไม่ปฏิบัติต่อพระพุทธรูปหรือรูปปั้นพระพุทธเจ้าเป็นดั่งสินค้า หากมีการซื้อขาย ให้เป็นไปเพื่อบูชาที่บ้านหรือในสถานที่อันควร
       ไม่นำชื่อพระพุทธเจ้าไปใช้อย่างดูถูกดูหมิ่น เช่น การตั้งชื่อร้านไอศกรีมว่า Buddhi Belly
       ไม่ล้อเลียนพระพุทธเจ้าด้วยเรื่องอื่นใด เช่น การทำภาพโปสเตอร์โดยมีผู้ชายนั่งอยู่บนไหล่ของพระพุทธรูป
       ไม่นำรูปพระพุทธเจ้าหรืออื่นใดที่เกี่ยวกับพระพุทธองค์ มาเป็นรอยสักตามร่างกาย
       
       ข่าวโดย Manager Lite/ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์
       ภาพจาก องค์กร Knowing Buddha (knowingbuddha.org)


10:04

เผยเคล็ดลับ 12 เหตุผลบอกเพื่อนว่าอยากเลิกบุหรี่


ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ โดยศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติร่วมรณรงค์การงดสูบบุหรี่เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก น.พ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า เนื่องในวันงดสูบบุหรี่โลก ตนขอฝากเคล็ดลับในการเลิกบุหรี่แบบที่ต้องให้เหตุผลกับเพื่อน 12 ข้อคือ

1.ลูกห้าม บ้านไหนที่มีลูกเป็นศูนย์รวมใจแล้วลูกก็จะเหมือนหัวแก้วหัวแหวน ฉะนั้นคำพูดที่ว่าลูกห้ามสูบเพื่อนย่อมเข้าใจดี


2.ลูกเป็นภูมิแพ้หรือคนที่รักเป็นภูมิแพ้ เพราะผู้ร้ายก่อภูมิแพ้ตัวจริงนั้นไม่ใช่ฝุ่นละอองอย่างเดียวแต่เกี่ยวกับบ้านไหนมี “คนสูบบุหรี่” ยิ่งที่ที่มีพรมปูอยู่ด้วยยิ่งแล้วจะเก็บละอองควันบุหรี่ได้อย่างมหาศาลทีเดียว ไม่ใช่แค่ควันบุหรี่มือ 1มือ 2อย่างเดิมเดี๋ยวนี้มีควันบุหรี่ “มือ 3” ที่ติดอยู่ตามผนัง,พรมและม่านด้วย


3.หมอห้าม คำว่าหมอห้ามช่วยได้บ้างในกรณีที่มีเพื่อนเข้าใจเหตุผลดีๆ บางทีถ้าจำเป็นอาจต้องขอใบรับรองแพทย์จากคุณหมอระบุว่าไม่ควรสูบบุหรี่ติดตัวไว้ด้วย เพราะถ้าเพื่อนรักเราจริงก็ไม่ควรคะยั้นคะยอให้สูบต่อผิดสัญญากับหมอ ที่สำคัญขอให้ตอบปฏิเสธไปอย่างมั่นใจว่าเราเชื่อในสิ่งที่คุณหมอบอกว่าถูกแล้ว


4.โรคกำเริบ สูบมากเดี๋ยวโรคเก่ากำเริบ เช่นโรคหัวใจ,ความดันโลหิตสูงขึ้น,ปวดมึนศีรษะ,คออักเสบ,หยุดหายใจขณะหลับ ท่านที่มีเพื่อนเป็นโรคเก่ามากมายอย่างนี้บอกเพื่อนไปว่าถ้ารักกันจริงขออย่าชวนสูบเลย นั่งกินข้าวคุยกันเฉยๆดีกว่า


5.ปากเหม็น สูบบุหรี่แล้วปากเหม็นจัดกลิ่นควันบุหรี่และกลิ่นจากเคมีต่างๆในยาสูบนั้นจะรวมกันกับน้ำลายในปากทำให้เกิดกลิ่นเหม็น


6.ฟันไม่ดี ฟันผุ ฟันเปลี่ยนสี เรื่องเหงือกกับฟันเป็นเรื่องใหญ่ใกล้ตัวบุหรี่ เพราะที่ใกล้กับควันบุหรี่ที่สุดอยู่กับฟันนี่เอง การสูบมากก็เป็นการ “ป้ายสี” ให้แก่ฟันเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังทำให้ฟันผุง่าย กลายเป็นโรคแผลในปากเรื้อรังถึงขั้นมะเร็งช่องปากได้


7.เหนื่อยง่าย บอกไปว่าหมู่นี้เหนื่อยบ่อย ไม่ใช่ข้ออ้างแต่เพราะบุหรี่เพิ่มภาระงานให้ปอดมากขึ้น ยิ่งสูบหนักก็ยิ่งหอบหนัก จะไปกลายเป็นอาการของถุงลมโป่งพองตอนมีอายุ งดสูบดุกันเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ดีกว่า


8.กินข้าวไม่อร่อย งานกร่อยเมื่อใช้ลิ้น เกิดมาจาก “ดอกลิ้นเสื่อม(Taste bud disorder)” งานวิจัยนี้มีสดๆใหม่ๆจากกรีซกล่าวว่าจำนวนดอกลิ้นรับรสไม่เปลี่ยนแต่มันกลับแบนราบลงจึงทำให้การรับรสผิดปกติ ท่านที่สูบบุหรี่นานจึงเป็นการทำร้ายอรรถรสแห่งชีวิตไป


9.เปลืองเงิน ด้วยบุหรี่ซองหนึ่งก็ไม่ใช่ถูกๆซื้อข้าวกินได้อิ่มเป็นมื้อ ลองถือสมุดบัญชีบวกเลขดูจะรู้ว่าเดือนหนึ่งเสียค่าบุหรี่มากมาย พอคูณให้เป็นปีอีกบางทีเป็นค่าผ่อนรถได้เลย


10.ต้องซักเสื้อเอง กลิ่นและควันบุหรี่ติดเสื้อผ้าคนซักเสื้อจะรับบทหนัก


11.ที่บ้านมีเด็ก,ผู้สูงอายุหรือสตรีมีครรภ์ เพราะควันบุหรี่นี้ไม่เข้าใครออกใคร สูบลงปอดเราแล้วก็เอาไปเผยแพร่ให้กับสมาชิกที่ “ไว” ต่อสารพิษในควันบุหรี่ได้ ขอให้บอกผ่านกลุ่มสังคมที่ชวนกันสูบบุหรี่ไว้เลยว่าถ้าไม่อยากรับของแถมมาแจกทางบ้านด้วย ช่วยกันมีความรับผิดชอบต่อปอดบริสุทธิ์รอบข้างบ้างก็ดี สุดท้ายคือ


12.ต้องเดินทางบ่อย โดยเฉพาะโดยเครื่องบินเขาก็ห้ามสูบ สถานที่ที่จัดไว้ก็แสนจะอึดอึดเลิกไปเลยดีกว่า


อย่างไรก็ตาม น.พ.กฤษดา แนะว่าหากจะหาทางเลิกสูบง่ายๆก็ฝากวิธีไว้ครับว่ามีทั้ง แผ่นแปะนิโคตินที่ได้ผล บางคนใช้หมากฝรั่ง หรือจะหาทางแบบไทยๆคือใช้มะนาวหั่นเสี้ยวเคี้ยวทั้งเปลือกก็ได้


ที่มา : Press Release
09:40

จะเกิดอะไรขึ้นหากโลกนี้ไม่มีมนุษย์



" โลก หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์



คลิปวีดีโอ หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์




หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์
หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์

        มนุษย์คนเรานั้นล้วนเป็นเผ่าพันธุ์ที่ดำรงอยู่ที่มีอิทธิพลต่อโลกใบนี้สูงมากที่สุด อารยธรรมของมนุษย์เรานั้นครองโลกเพียงแค่ 1 หมื่นปีเท่านั้น แต่มนุษย์ทำให้โลกใบนี้เปลี่ยนแปลงไปได้ถึงเพียงนี้ แต่ไดโนเสาร์สัตว์ใหญ่ที่ครองโลกมากกว่าร้อยล้านปี ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ถึงเพียงนี้เลย

หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์
หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์

        และถ้าวันหนึ่งเราได้มีการเรียกประชุมสิ่งมีชีวิตทั้งหมดในบนโลกใบนี้ แล้วถามว่าหากให้ที่ประชุมได้โหวตเลือกสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่อยากให้ถูก โหวตออกมากที่สุดและที่สุดแล้ว มนุษย์นั่นแหละจะเป็นตัวแรกที่จะถูกโหวต ให้ออกไปจากโลกใบนี้ แค่ ระยะเวลาเพียงไม่กี่พันปีเท่านั้น มนุษย์เป็นตัวการได้ผลาญผืนแผ่นดินบนโลกนี้ไปถึง 1 ใน 3 ของโลกเพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การสร้างเมือง การเกษตร เหมืองแร่ อุตสาหกรรม การทหาร เป็นต้น

 Alan Weisman

หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์
หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์

        Alan Weisman เขาได้เดินทางสำรวจไปทั่วทุกมุมของโลกเพื่อที่จะได้ไป สัมภาษณ์นักวิทยาศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญในศาสตร์แขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านฟิสิกส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยา ผู้เชี่ยวชาญด้านปฐพีวิทยา วิศวกร ศิลปิน นักสัตววิทยา นักชีววิทยา นักสมุทรศาสตร์ นักฟิสิกส์อวกาศ รวมไปถึงนักธรรมต่างๆ แม้แต่องค์ดาไล ลามะ ผู้นำจิตวิญญาณในพุทธศาสนามหายานเขาได้เดินทางไปศึกษาDMZ หรือเขตปลอดทหาร ที่กั้นอยู่ระหว่างเกาหลีเหนือกับเกาหลีใต้ ซึ่งดินแดนนั้นเป็นที่ซึ่งมนุษย์ไม่ได้เข้าไปอยู่นานแล้ว
หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์
หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์

        โดยเขาได้ใช้ตัวอย่างของอารยธรรมมายา ที่หายสาบสูญไปทั้งๆที่เคยเป็นอาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดยุคหนึ่ง เมือง Chernobyl ในประเทศยูเครนหลังถูกทอดทิ้งเพียง 20 ปี Weisman ได้ข้อสรุปว่าหากมนุษย์เราหายไป โลกจะกลับกลายไปเป็นป่าที่สมบูรณ์ ภายในระยะเวลาไม่เกิน 500 ปี เหลือเพียงแต่พวกกากกัมมันตภาพรังสี พลาสติก กับรูปปั้นหน้าประธานาธิบดีสหรัฐ 4 ท่านที่แกะสลักจากหน้าผาหินแกรนิตที่ Mount Rushmore เท่านั้นที่จะเหลือเป็นหลักฐานความมีอยู่ของมนุษย์ไปอีกนานProfessor Edward O. Wilson แห่งมหาวิทยาลัยฮาร์วาดกล่าวว่า

หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์
หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์

        "หาก มนุษย์หายไปจากโลกใบนี้ ไม่เพียงแต่สิ่งปลูกสร้างที่มนุษย์สร้างไว้จะถูกธรรมชาติกลืนกิน แต่ธรรมชาติจะเรียกคืนทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเราเคยไปทำให้ยุ่งเหยิง เช่น พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่เราสร้างขึ้นมาเพื่อการเกษตร จะไม่สามารถแข่งขันกับพันธุ์พื้นเมือง หรือ พันธุ์ป่า ในธรรมชาติได้ สิ่งมีชีวิตดัดแปรเหล่านั้น เมื่อไร้มนุษย์คอยดูแลให้การช่วยเหลือ มันก็จะค่อยสูญหายไป แม้แต่สุนัขที่พวกเราเลี้ยงก็จะไม่สามารถอยู่รอดหรอกครับ ผมเชื่อว่าในเวลาสัก 2-3 พันปี โลกจะกลับไปอยู่ในสภาพเดิมก่อนที่จะมีอารยธรรม"

หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์
หากโลกนี้ไม่มีมนุษย์

        หากมนุษย์หายไปจากโลกนี้ "ภายในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง หรือมากสุด 48 ชั่วโมง เราจะเริ่มเห็นไฟฟ้าในหลายๆเมืองดับลงครับ เพราะไม่มีใครเอาเชื้อเพลิงไปใส่ในเครื่องปั่นไฟ"เมื่อไม่มีไฟฟ้า ระบบจักรกลต่างๆก็จะค่อยๆหยุดทำงานลงในที่สุด เมืองต่างๆจะเงียบเหงาปราศจากเสียงการทำงานของจักรกล อาคารส่วนใหญ่ถูกออกแบบมาให้อยู่ได้ 60 ปี สะพานได้ 120 ปี เขื่อนอยู่ได้ 250 ปี โดยที่ต้องมีการบำรุงรักษาตามเวลาแต่ถ้าหากไม่มีมนุษย์แล้วละก็ สิ่งเหล่านี้จะผุพังลงอย่างรวดเร็วไม่น่าเชื่อ

คลิปวีดีโอหากโลกนี้ไม่มีมนุษย์

 
 


อายุของพระพุทธศาสนา


        อายุพระ พุทธศาสนา ก็คล้ายกับอายุของคนนี่แหละ บางคนอายุสั้น บางคนอายุยืน ที่อายุสั้นก็เพราะว่าหมดบุญ หมดอายุกันไปเสียก่อน ที่อายุยืนเพราะมีบุญ ได้อายุยืนยาวเป็นมนุษย์สืบต่อไป อายุพระพุทธศาสนาก็เช่นเดียวกันอายุ ของพระพุทธศาสนา ท่านหมายเอาพระรัตนตรัยเป็นหลัก ตราบใดที่ยังมีการสืบต่อของพระรัตนตรัย มีผู้เข้าถึงพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ สังฆรัตนะภายใน ก็ได้ชื่อว่ายังมีพระพุทธศาสนาอยู่ นั่นหมายถึงว่า อายุพระพุทธศาสนาก็จะสืบทอดยืนยาวต่อไป

   "แต่ถ้าเมื่อไรพระรัตนตรัย ในตัวดับสูญไป เมื่อนั้นอายุพระศาสนาก็สิ้นไปถ้า
หากว่าลูกๆ ทุกรูป ตั้งใจปฏิบัติธรรมจนกระทั่ง เข้าถึงพระรัตนตรัยภายในตัวแล้ว
ย่อมได้ชื่อว่าเกิดมาในชาตินี้ มาเพื่อสืบต่ออายุพระพุทธศาสนาอย่างแท้จริง"
        บุญ กุศลจะเกิดขึ้นกับเรา แก่โยมพ่อโยมแม่ และหมู่ญาติอย่างมากมายมหาศาลทีเดียว ไม่ว่าจะมาเกิดอีกกี่ภพกี่ชาติก็จะอยู่ในเส้นทางของพระรัตนตรัยตลอดไป จนกระทั่งเข้าสู่พระนิพพาน
 
                                                             จากหนังสือพรรษาวิสุทธิ์....จัดพิมพ์ปี พ.ศ.2542
        เพราะฉนั้นตราบใดที่โลกใบนี้ยังหมุนอยู่ ทุกคนก็จะสามารถร่วมกันสร้างทำความดีให้แก่โลกใบนี้ถึงแม้จะคนละเล็กละน้อยก็ตาม แต่ถ้าร่วมมือร่วมใจกันทำเราก็ยังที่จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆนาๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม อุทกภัยต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ เพราะการเกิดขึ้นแต่ละครั้งมันรุนแรงเกินกว่ามนุษย์อย่างเราๆจะคาดการณ์ได้ ตราบใดที่เรายังหายใจอยู่อย่าปล่อยลมหายใจของเราทิ้งไปเฉยๆ เราจงสร้างบารมี เอาชีวิตเป็นเดิมพันในชาตินี้ ถ้าหากทุกคนร่วมกันสร้างบารมีสิ่งร้ายๆที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ก็จะไม่มี ทั้งเรื่องก่อการร้าย หรือ ภัยพิบัติ ต่างๆ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันนี้ล้วนแต่เป็นฝีมือของพวกเราเองหรือไม่ใช่
        ดังนั้นพวกคุณจงมั่นสร้างบารมี นั่งสมาธิ(Meditation) สิ่งเหล่าล้วนแต่จะช่วยให้เรามีจิตใจที่สงบ มีสติ ถ้ามีสติปัญญาก็เกิด ปัญญาก็จะคิดแต่เรื่องที่ดีๆ แต่เมื่อไหร่ไม่มีสติ เมื่อนั้นปัญญาก็จะคิดแต่สิ่งที่ไม่ดี จงหมั่นทำความดีกันเถอะเพื่อเรา เพื่อโลก และสันติภาพ มา Change The World กันเถอะครับ



รับชมวีดีโอเพลง Change The World

08:41

‘ซูจี’ทวิตเย้ยการเมืองไทยไม่เปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัยอยุธยา



“ออง ซาน ซู จี” ทวิตข้อความเย้ยการเมืองไทยไม่เคยเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สมัยอยุธยาที่มีแต่ความวุ่นวาย แขวะรัฐมนตรีเพื่อไทยเสแสร้งแกล้งทำเป็นรักประชาธิปไตย

นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านพม่า ที่อยู่ระหว่างเยือนประเทศไทยเพื่อร่วมประชุมเวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรั่ม ออน อีสต์ เอเชีย ได้โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวแสดงความเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทยไปในทางเยาะเย้ยถากถางว่า “ฉันมาถึงกรุงเทพฯแล้ว ได้พบกับรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย พวกเขาเสแสร้งให้เห็นว่ารักประชาธิปไตย การเมืองไทยยังคงวุ่นวาย มันไม่เคยเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่สมัยอยุธยา”

ทั้งนี้ นางซู จี เดินทางมาถึงไทยเมื่อช่วงค่ำวันที่ 29 พ.ค. ที่ผ่านมา โดยภารกิจเมื่อวันที่ 30 พ.ค. ได้เดินทางไปพบกับแรงงานพม่าที่ตลาดกุ้งในจังหวัดสมุทรสาคร ท่ามกลางการโห่ร้องแสดงความยินดีของบรรดาแรงงานพม่า ก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังศูนย์พิสูจน์สัญชาติ อำเภอมหาชัย เพื่อพบกับแรงงานอีกกลุ่มหนึ่ง

นางซู จี กล่าวกับแรงงานพม่าว่า เดินทางมาประเทศไทยก็เพื่อรับทราบทุกข์สุขของพี่น้อง และจะนำเรื่องปัญหาทุกข์ร้อนที่พบเจอไปหารือกับรัฐบาลไทยเพื่อแก้ไข ปรับปรุงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แต่ขอให้ใช้ความอดทน ใครได้รับมอบหมายหน้าที่จากนายจ้างไว้อย่างไรก็ให้ทำงานอย่างเต็มที่ และขอให้รอเวลา จะพยายามหาทางพัฒนาประเทศพม่าเพื่อให้พวกเราทุกได้เดินทางกลับประเทศ และนำทักษะความรู้ที่มีอยู่ไปพัฒนาชาติ ขอให้ทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ อย่าให้เสียชื่อประเทศชาติได้

หลังพบปะกับแรงงานพม่า นางซู จี เดินทางไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่บริษัทยูนิลีเวอร์ ย่านลาดกระบัง จากนั้นไปพบปะหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านที่โรงแรมแชงกรี-ลา



ที่มา : หนังสือพิมพ์ โลกวันนี้
ปีที่ 13 ฉบับที่ 3303 ประจำวัน พฤหัสบดี ที่ 31 พฤษภาคม 2012
08:29

โลกที่กว้างกว่าการเมือง



หากในภาพกว้าง โลกเราวันนี้เกิดความวุ่นวายไปทุกมิติ

ทางกายภาพ ภาวะโลกร้อนได้ก่อภัยพิบัติไปทั่ว เพื่อให้โลกกลับคืนสู่ธรรมชาติที่สมดุล เป็นภัยพิบัติที่ทำให้วิถีชีวิตของมนุษย์ต้องเปลี่ยนแปลง

ในทางเศรษฐกิจ ทุนนิยมเสรีกำลังป่วยไข้อย่างหนัก ยูโรกำลังจะไปไม่รอดเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจกรีซ นักวิเคราะห์ต่างมองว่าผลสะเทือนจะมาถึงทุกประเทศ เพราะการเชื่อมต่อของโลกาภิวัตน์ อีกหลายประเทศไม่เว้นแม้แต่สหรัฐอเมริกากำลังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจอย่างรุนแรง

ในทางการเมืองมหาอำนาจของโลกอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนขั้วจากอเมริกา ยุโรป มาเป็นจีน เป็นอินเดีย

สังคมจากการครอบงำของโซเชียลเน็ตเวิร์กก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย และสลับซับซ้อน

แคบลงมาอีกนิด การรวมตัวของกลุ่มประเทศอาเซียน หรือ AEC มีแง่มุมมากมายที่ต้องคิด ต้องจัดการ

ลงมาระดับภายในประเทศ ปรากฏการณ์คุกซึ่งเป็นที่ควบคุมผู้กระทำความผิด โจรผู้ร้าย ให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้นกลายเป็นศูนย์กลางของการค้ายาเสพติดขนาดใหญ่มีเครือข่ายไปทั่วประเทศ

หรือลงมาเรื่องนักเรียนที่ต้องอดข้าวประท้วงร้องขอที่เรียนและเรื่องอื่นๆ อีกมากมาย

ทุกเรื่องความจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัว เตรียมรับ เพื่อจัดการให้สอดคล้องกับความเป็นไปของประเทศ เพื่อทำให้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุดจากความเปลี่ยนแปลงนี้
หรืออย่างน้อยที่สุดเตรียมการเพื่อไม่ให้ประเทศได้รับผลกระทบในทางที่ไม่ควรจะเป็น

คนที่จะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้คือ นักการเมือง

ฝ่ายรัฐบาลควรจะกระตือรือร้นในการเตรียมการ ชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจว่าโลกปรับเปลี่ยนไปอย่างไร และประเทศเรามีมาตรการตั้งรับ หรือรุกอย่างไร

เพื่อสร้างความพร้อมที่จะก้าวไปด้วยกัน

ฝ่ายค้าน ควรจะต้องช่วยสืบค้นหาข้อเท็จจริงเรื่องความเปลี่ยนแปลง เสนอแนวความคิดที่จะทำให้ประเทศรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ท่ามกลางความสับสนอลหม่านเหล่านี้ นักการเมืองซึ่งเป็นผู้ที่ประเทศจ้างมาเป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารด้วยเงินเดือนสูงลิ่วถูกยกย่องให้เป็นผู้ทรงเกียรติ

ควรจะทำงานอย่างประสานกลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อนำพาประเทศ

ทว่า สภาพที่เห็นและเป็นอยู่ไม่เคยเป็นอย่างนั้น

นักการเมืองยังมุ่งที่จะแสดงบทบาทในการทำลายล้างซึ่งกันและกัน

"เอาดีใส่ตัว เอาชั่วใส่คนอื่น" อย่างไร้สำนึกในเรื่องประโยชน์ของส่วนรวม มุ่งแต่การเอาชนะคะคาน ใส่ร้ายกันในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

"มองไม่เคยพ้นหัวแม่เท้าตัวเอง"

ขณะที่อาศัยระบอบประชาธิปไตยขึ้นมาเสวยอำนาจวาสนา

นักการเมืองที่ไร้สำนึกเหล่านี้กลับแสดงบทบาทในทางทำลายศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนอยู่ทุกวี่วัน

ไม่เคยมองเห็นโลกที่กว้างกว่า "การทะเลาะกันทางการเมือง"

(ที่มา : สุชาติ ศรีสุวรรณ : คอลัมน์ที่เห็นและเป็นไป หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 27 พฤษภาคม 2555)
08:21

คนหรือศาสนา : ใครกันแน่ที่เสื่อม



เรามักจะเคยได้ยินคำกล่าวอยู่เสมอว่า "ศาสนาเสื่อม" หรือ "ศาสนากำลังเสื่อม" แต่ก็มีเสียงค้านสวนขึ้นมาเกือบจะทันควันว่า "ศาสนาไม่มีวันเสื่อม คนต่างหากที่เสื่อม" หรือ "สังคมต่างหากที่เสื่อม ศาสนาซึ่งเป็นสัจธรรม บริสุทธิ์ 100% เต็ม ไม่มีวันเสื่อม" ในสังคมที่ยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของศาสนาใดๆ ก็ตาม เมื่อต้องเผชิญหน้ากับความเปลี่ยนแปลงของสังคมสมัยใหม่ที่มาพร้อมกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ก็มักจะเกิดข้อโต้แย้งนี้อยู่เสมอ

ข้อโต้แย้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองต่อศาสนาที่แตกต่างกันสองประการ ประการแรกเป็นการมองศาสนาจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ ตามทรรศนะของวิลเฟรด สมิธ (Wilfred Smith) นักวิชาการศาสนาชาวแคนาดานั้น ศาสนาทุกศาสนาล้วนแล้วแต่เกิดและดำเนินไปตามประวัติศาสตร์ และประวัติศาสตร์นั้นก็เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ศาสนาจึงมีความรุ่งเรืองและความเสื่อม มีความเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ไม่เคยหยุดนิ่งอยู่กับที่ ศาสนาเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตในตัวของมันเอง ในแง่นี้ศาสนาจึงมิใช่ความคิดที่ตายตัว

ตัวอย่างเช่น พุทธศาสนาเกิดขึ้นในตอนเหนือของอินเดีย ต่อมาได้เจริญรุ่งเรืองไปทั่วแผ่นดินชมพูทวีป และได้เผยแผ่ไปทั่วทั้งเอเชียกลางอย่างสันติ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งแถบประเทศอัฟกานิสถานในปัจจุบัน) เป็นเวลานับพันปี ต่อมาพุทธศาสนาได้เสื่อมไปจากอินเดีย เนื่องจากการฟื้นตัวของศาสนาฮินดู และพุทธศาสนาก็หมดไปจากเอเชียกลางเนื่องจากการแผ่ขยายอำนาจของกองทัพอิสลามในบริเวณนั้น

เป็นเรื่องที่ฟังไม่ขึ้นถ้าเราจะบอกว่า พุทธศาสนาในอินเดียและในเอเชียกลางไม่เสื่อม คนอินเดียและคนแถบเอเชียกลางต่างหากที่เสื่อม เมื่อพุทธศาสนามิได้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของผู้คนในอินเดียและในเอเชียกลางอีกต่อไป เราไม่อาจพูดได้ว่าพุทธศาสนายังคงอยู่ในอินเดียและในเอเชียกลางไม่รู้จักเสื่อม เช่นเดียวกันถ้าหากวันใดพุทธศาสนาหมดไปจากประเทศไทยด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เราไม่อาจกล่าวได้ว่าพุทธศาสนาของไทยไม่เคยเสื่อม ชาวพุทธไทยต่างหากที่เสื่อม

ประการที่สองเป็นการมองศาสนาจากมุมมองของลัทธิคำสอน เป็นการมองไปที่แก่นแท้ของศาสนา เนื่องจากแก่นแท้ของศาสนาไม่มีประวัติศาสตร์ หรืออยู่เหนือประวัติศาสตร์ ดังนั้นแก่นแท้ของศาสนาจึงไม่เปลี่ยนแปลง เป็นสัจธรรมที่คงที่ สมบูรณ์ 100% เต็ม ไม่อาจแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ ได้อีก มุมมองนี้เป็นของนักการศาสนาที่เคร่งครัด ที่มุ่งสู่แก่นแท้ของศาสนาที่แน่นอนตายตัว ในที่นี้จะขอเรียกว่า "ผู้แสวงหาแก่นแท้ของศาสนา" (Essentialist)

ถ้าหากเราถามผู้แสวงหาแก่นแท้ของศาสนาว่า "แก่นแท้ของศาสนาของท่านคืออะไร" เราก็จะได้คำตอบชุดหนึ่ง และเมื่อเราถามผู้แสวงหาแก่นแท้ของศาสนาที่มาจากศาสนาอื่นหรือจากสำนักอื่น เราก็จะได้คำตอบอีกชุดหนึ่ง ดังนั้นแก่นแท้ของศาสนาจึงมีหลากหลาย และส่วนใหญ่มักจะไม่ตรงกัน ทั้งนี้ก็เพราะ "แก่นแท้ของศาสนา" ของคนคนหนึ่ง ก็ขึ้นกับการตีความศาสนาของคนคนนั้น และโดยที่น้อยคนนักที่จะเข้าถึงแก่นแท้ของศาสนาตามที่กล่าวอ้าง แก่นแท้ของศาสนาที่เป็นสัจธรรมสมบูรณ์ 100% เต็มของคนแต่ละคน จึงมักขึ้นอยู่กับจินตนาการของคนคนนั้นที่มีต่อสัจธรรมมากกว่าอย่างอื่น

ยกตัวอย่างเช่น แก่นแท้ของพุทธศาสนาคืออริยสัจสี่ แก่นแท้ของศาสนายูดายคือการปลดปล่อยประชาชาติยิวภายใต้การนำของโมเสส แก่นแท้ของศาสนาคริสต์คือการเข้าถึงอาณาจักรของพระเจ้าโดยผ่านพระเยซูคริสต์ และแก่นแท้ของศาสนาอิสลามคือการได้เข้าเฝ้าพระอัลลอฮ์ โดยการปฏิบัติตามคัมภีร์อัลกุรอ่านและคำสอนของนบีมุฮัมหมัดอย่างเคร่งครัด เป็นต้น จะเห็นได้ว่าแก่นแท้ของศาสนาเหล่านี้ไม่เหมือนกัน ทว่าแต่ละศาสนาต่างก็อ้างว่าตนครอบครองสัจธรรมทั้งสิ้น

พุทธศาสนาได้แตกออกเป็นหลายนิกาย เช่น นิกายเถรวาทมุ่งเน้นที่ศีล สมาธิ ปัญญา เพื่อการบรรลุนิพพาน นิกายมหายานมุ่งเน้นที่อุดมคติของโพธิสัตว์เพื่อการตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต และนิกายวัชรยานมุ่งเน้นการปฏิบัติธรรมเพื่อที่จะอวตารกลับมาเกิดใหม่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์อีก เป้าหมายของนิกายเหล่านี้ไม่เหมือนกัน แต่ทุกนิกายต่างก็อ้างว่าเป็นแก่นแท้ของพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน

พุทธศาสนานิกายเถรวาทเจริญรุ่งเรืองอยู่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นิกายเถรวาทในแต่ละประเทศก็มีอัตลักษณ์เฉพาะตน เช่น เถรวาทในศรีลังกาเน้นปัญญาเชิงวิชาการ เถรวาทในพม่าเน้นสมาธิโดยไม่เคร่งพระวินัย (เช่น พระสงฆ์ถูกเนื้อต้องตัวผู้หญิงได้ เป็นต้น) เถรวาทในประเทศไทยเน้นพระวินัย ส่วนเถรวาทในลาวและกัมพูชาคล้ายคลึงกับของไทย

เถรวาทในประเทศไทยนั้นยังจำแนกออกเป็นหลายสำนัก เช่น "สันติอโศก" เน้นศีล สาย "พุท-โธ" "ยุบหนอ-พองหนอ" และ "ธรรมกาย" เน้นสมาธิแบบหลับตา สาย "การเจริญสติแบบเคลื่อนไหวของหลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ" เน้นสมาธิแบบเคลื่อนไหว พุทธทาสภิกขุแห่งสวนโมกขพลารามเน้นปัญญาในการพิจารณาความจริง พระพรหมคุณากร (ป.อ.ปยุตฺโต) เน้นปัญญาเชิงวิชาการ เป็นต้น ทุกสำนักต่างก็อ้างว่าครอบครองสัจธรรม แต่เมื่อพิจารณาลงไปในรายละเอียดแล้ว แต่ละสำนักมีเนื้อหาและวิธีการที่แตกต่างกันมาก

นักแสวงหาแก่นแท้ของศาสนาจึงเผชิญกับความหลากหลายของการตีความสัจธรรม แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะทรงค้นพบความจริงมานานกว่า 2,500 ปีแล้ว แต่ปัจจุบันเราทุกคนก็ล้วนมีสถานะไม่แตกต่างไปจากเจ้าชายสิทธัตถะเท่าใดนัก ที่ต้องดั้นด้นแสวงหาจากสำนักหนึ่งไปยังอีกสำนักหนึ่งเพื่อค้นหาสัจธรรม โดยที่แต่ละสำนักต่างก็อ้างว่าครอบครองสัจธรรมของพระพุทธเจ้าทั้งสิ้น ดังนั้นสัจธรรมจึงมิใช่ความคิดที่หยุดนิ่งตายตัว แต่กลับเป็นสิ่งที่มีชีวิตชีวาที่เราแต่ละคนจะต้องแสวงหาด้วยตนเอง

ศาสนาจึงเปรียบเหมือนสิ่งที่มีชีวิต ที่ดำรงอยู่ในจิตใจของมนุษย์ เป็นเรื่องของโลกทรรศน์และการตีความสัจธรรมของแต่ละคน ศาสนาจึงมิใช่พิธีกรรม สัญลักษณ์ หรือลัทธิคำสอน แต่คือความหมายของสิ่งเหล่านี้ที่มีต่อชีวิตมนุษย์ โดยที่มนุษย์เป็นผู้ที่เลือกตีความเอง ศาสนาจึงเป็นพลังสร้างสรรค์เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล และมนุษย์ก็มีอิสระที่จะเลือกและเป็นส่วนหนึ่งของพลังสร้างสรรค์นั้น ดังนั้นศาสนาจึงไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ ศาสนาที่หยุดนิ่งอยู่กับที่จึงเป็นศาสนาที่ตายแล้ว



ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์ 
อาจารย์ประจำำภาควิชามนุษยศาสตร์ 
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 



ที่มา : หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน. ฉบับประจำวันอาทิตย์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๔๘ ปีที่ ๒๘ ฉบับที่ ๙๘๐๘. คอลัมน์หน้าต่างความจริง, หน้า ๖.
08:11

ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน ?




คาร์ล มาร์กซ์ ( Karl Marx : 1818 - 1883) นักปรัชญาสังคม ผู้เป็นต้นตำรับของแนวความคิดเรื่อง "สังคมนิยม" ( Socialism) และทฤษฎีการปฏิวัติระหว่างชนชั้น อันสั่นสะเทือนโลกเป็นเวลานานกว่าครึ่งศตวรรษ โดยมีประชากรที่อยู่ภายใต้การปกครองระบอบสังคมนิยมกว่า 1 ใน 3 ของประชากรโลก และประชากรที่เหลือทั้งหมดต่างก็ได้รับผลกระทบจากแนวคิดและทฤษฎีดังกล่าว ทั้งทางตรงและทางอ้อมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ที่ผ่านมาได้แสดงทรรศนะที่เกี่ยวกับศาสนาไว้อย่างน่าสนใจยิ่ง

คาร์ล มากซ์ เริ่มต้นวิเคราะห์ศาสนาด้วยคำพูดที่ว่า "การวิพากษ์วิจารณ์ศาสนา เป็นจุดเริ่มต้นของการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งมวล"

ตามทรรศนะของมากซ์ ศาสนาคือรากเหง้าของวัฒนธรรมในสังคม ๆ หนึ่งเลยทีเดียว ถ้าหากว่าเราต้องการวิพากษ์วิจารณ์สังคมไม่ว่าเรื่องใด เราจะต้องรู้จักรากเหง้าของสังคมเสียก่อน และวิพากษ์วิจารณ์ศาสนาจึงเป็นภารกิจแรกของการวิพากษ์วิจารณ์ทั้งปวง ในความเห็นของมาร์กซ์ ถ้าเราต้องการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เราจะต้องเปลี่ยนแปลงทรรศนะของผู้คนเกี่ยวกับศาสนาเสียก่อนเป็นอันดับแรก

มาร์กซ์ให้ความเห็นต่อไปว่า “มนุษย์เป็นผู้ที่สร้างศาสนา ศาสนามิได้เป็นผู้สร้างมนุษย์” ตามทรรศนะของมาร์กซ์ สังคมมนุษย์เป็นสังคมที่มีการกดขี่ทางชนชั้นมาตลอดประวัติศาสตร์ ของมนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นสังคมทาสที่มีนายทาสกดขี่ทาส หรือสังคมศักดินาที่เจ้าขุนมูลนายกดขี่บ่าวไพร่ ห รือสังคมทุนนิยมที่นายทุนกดขี่คนงานและกรรมกร แน่นอนว่าผู้ที่ถูกกดขี่ย่อมมีความทุกข์ และพยายามหาวิธีการเพื่อให้พ้นจากภาวะที่ถูกกดขี่นั้น ซึ่ งมาร์กซ์เห็นว่าทางออกก็คือการปฏิวัติทางชนชั้น ผู้คนหาทางออกชั่วคราวไปพลาง ๆ ก่อน และศาสนาก็ยื่นมือเข้ามาเป็นทางออกชั่วคราวนั้น เพราะทุกศาสนาล้วนกล่าวถึง และอาสาพาคนออกจากความทุกข์ (อย่างน้อยในทางนามธรรม) ทั้งสิ้น จึงตอบสนองต่อความต้องการในส่วนลึกที่จะออกจากทุกข์ที่เป็นจริง (ทุกข์ทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง) ของผู้คนได้เป็นอย่างดี ในแง่นี้ศาสนาจึงเป็นสัญลักษณ์ของการประท้วงต่อทุกข์ที่เป็นจริงของผู้คน (จะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม) ในยามที่ยังไม่มีทางออกที่ดีกว่านั้น

แล้ว คาร์ล มาร์กซ์ ก็กล่าวคำที่สั่นสะเทือนศาสนจักรไปทั่วโลกด้วยคำพูดที่ว่า “ศาสนาคือฝิ่นของประชาชน” (Religion is the opium of the people) ในงานเขียนอันมากมายของเขานั้นมาร์กซ์ได้เอ่ยถึงประโยคดังกล่าวเพียงแค่ ครั้งเดียวเท่านั้น แต่เป็นประโยคที่ถูกเอ่ยอ้างมากที่สุดประโยคหนึ่ง แม้เขาจะไม่ได้ขยายความประโยคนี้อย่างชัดเจนก็ตาม คำว่า “ฝิ่น” (opium) ในที่นี้อาจตีความได้สองอย่าง อย่างแรกฝิ่นอาจหมายถึง ยาระงับปวด ที่แม้แต่ในวงการแพทย์ก็ใช้สำหรับระงับความเจ็บปวดเป็นการชั่วคราว ในแง่นี้ศาสนาคือยาระงับปวดซึ่งผู้คนที่ถูกกดขี่ใช้บริโภคเพื่อระงับความ ทุกข์ที่เป็นจริงเพียงชั่วครั้งชั่วคราว แต่ไม่อาจระงับความทุกข์ที่เป็นจริง (ทางสังคมการเมือง) ได้อย่างถาวร

อย่างที่สองฝิ่นอาจหมายถึง ยาเสพติด ที่ผู้คนใช้เสพเพื่อให้ลืมความทุกข์ที่เป็นอยู่จริงของตน และมีความสุขชั่วคราวไปในโลกแห่งอารมณ์และจินตนาการของตน แต่เมื่อเสพไปนาน ๆ ก็จะเป็นอันตรายต่อบุคคลนั้น และกลับจะเพิ่มทุกข์ให้มากขึ้นอีก ในแง่นี้ศาสนาคือยาเสพติด ที่ผู้ปกครองรัฐใช้มอมเมาประชาชน เพื่อให้ลืมความทุกข์ยากจากการถูกกดขี่เป็นการชั่วคราว (เช่น ทุกครั้งที่ไปวัด โบสถ์ หรือสุเหร่า ก็จะรู้สึกเพลิดเพลินชั่วคราว เพราะถูกชักจูงให้จินตนาการไปถึงโลกหน้า แต่เมื่อกลับมาก็ต้องเผชิญกับความทุกข์ที่เป็นจริงทางสังคมอีก) และลืมการปฏิวัติทางชนชั้นอันเป็นการแก้ปัญหาที่รากเหง้าของการกดขี่อย่าง แท้จริง ตามทรรศนะของมาร์กซ์แล้วศาสนาจึงเป็นปัจจัยที่ทำให้เงื่อนไขของการปฎิวัติ ต้องถูกเลื่อนออกไป การวิพากษ์ศาสนาจึงเป็นภารกิจแรกที่ต้องทำในงานปฏิวัติทางชนชั้น

ในความคิดเห็นของมาร์กซ์ “การเป็น radical คือ การลงลึกถึงรากเหง้าของสิ่งทั้งหลาย แต่สำหรับมนุษย์แล้ว รากเหง้าก็คือตัวมนุษย์เอง” ผู้ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างถึงรากเหง้า (radical) จะต้องเป็นผู้ที่เข้าใจและเข้าถึงรากเหง้านั้น ในความคิดเห็นของมาร์กซ์ รากเหง้าของมนุษย์มิใช่ ”พระเจ้า” หรือสวรรค์ หรืออำนาจศักดิ์สิทธิ์จากที่ไหน แต่รากเหง้าของมนุษย์ก็คือตัวมนุษย์เอง มาร์กซ์กล่าวต่อไปว่า “มนุษย์คือสิ่งสูงสุดสำหรับมนุษย์เอง” (Human is the supreme being for human) มนุษย์เป็นผู้ที่แสวงหาสติปัญญาและความจริงด้วยตัวมนุษย์เอง ไม่มีอำนาจดลบันดาลจาก “พระเจ้า” หรือสวรรค์ที่ไหนที่จะมาช่วยมนุษย์ได้ มนุษย์ต่างหากที่เป็นผู้กำหนดชะตาชีวิตของมนุษย์เอง ในแง่นี้มาร์กซ์จึงได้ชื่อว่าเป็นนักมนุษยนิยม (humanist หรือ secular humanist) เพราะเชื่อว่ามนุษย์เป็นศูนย์กลางของภารกิจและเป้าหมายทั้งหลาย

มาร์กซ์สรุปว่า “ปรัชญาคือมันสมอง และชนชั้นกรรมาชีพคือหัวใจของการปลดปล่อยมนุษย์” ปรัชญาคือการคิดวิเคราะห์ไปหาที่รากเหง้าของปัญหา วิพากษ์วิจารณ์ด้วยจิตใจที่อิสระ และให้โลกทรรศน์ที่เป็นระบบ จึงเปรียบเสมือนมันสมอง ส่วนชนชั้นกรรมาชีพคือผู้ที่ถูกกดขี่ภายใต้ระบบทุนนิยม เป็นคู่กรณีโดยตรงกับนายทุนที่กดขี่ จึงเป็นหัวใจของการปฏิวัติทางชนชั้นและการปลดปล่อยมนุษย์ออกจากระบบที่กดขี่ นั้น

ส่วนศาสนาประเภท “เอกเทวนิยม” (Monotheism) ที่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าองค์เดียว เช่น ศาสนายูดา ย ศาสนาคริสต์ และศาสนาอิสลาม เป็นต้น และศาสนาประเภท “ พหุเทวนิยม ” (Polytheism) ที่เชื่อในการมีอยู่ของพระเจ้าหลายองค์ เช่น ศาสนาขงจื้อ ศาสนาชินโต และศาสนาพราหมณ์ฮินดู เป็นต้น อาจจะหวั่นไหวต่อคำวิพากษ์วิจารณ์อันสั่นสะเทือนโลกของ คาร์ล มาร์กซ์ เพราะเขาโจมตีแนวคิดในเรื่อง “ พระเจ้า ” โดยตรงว่าเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง และถูกผู้มีอำนาจนำไปใช้มอมเมาประชาชน ศาสนาจึงเป็นเครื่องมือของรัฐในการปกครองประชาชน

สำหรับพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประเภท ....“อเทวนิยม” (Atheism) ซึ่งไม่เชื่อการมีอยู่ของพระเจ้านั้น ดูเหมือนว่า....แนวคิดของมาร์กซ์จะสอดคล้องกับพุทธศาสนามาก.....กว่าจะขัด แย้งกัน เพราะทั้งพระพุทธเจ้าและคาร์ล มาร์กซ์ ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องอำนาจดลบันดาล และเน้นการพึ่งพาตนเองด้วยกันทั้งคู่ เพียงแต่ว่าขณะที่มาร์กซ์สนใจแสวงหา “ความรอดในทางสังคม” (Social Liberation) นั้น พระพุทธเจ้ากลับทรงสั่งสอน "ความรอดพ้นในทางจิตใจ” (Psychological Liberation) และในขณะที่มาร์กซ์เลือกใช้วิธีปฏิวัติทางชนชั้นที่รุนแรง (violence) นั้น พระพุทธเจ้ากลับทรงใช้หลักเมตตาธรรมและสันติวิธี (non-violence) ในการนำมนุษย์สู่ความหลุดพ้นทั้งปวง



ดร.ทวีวัฒน์ ปุณฑริกวิวัฒน์
อาจารย์ประจำภาควิชามนุษยศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล 
08:07

โสกราตีสกับบททดสอบกลั่นกรองสามชั้น

โสกราตีส - Socrates



โสกราตีส (4 มิถุนายน 470 ปีก่อนคริสตกาล - 7 พฤษภาคม 399 ปีก่อนคริสตกาล)

(อักษรกรีกΣωκράτης; อักษรละติน: Socrates)

เป็นนักปราชญ์กรีกและเป็นชาวเมืองเอเธนส์

ซึ่งถือกันว่าเป็นผู้วางรากฐานของปรัชญาตะวันตก

(Socrates ( กรีก : Σωκράτης, กรีกโบราณออกเสียง : [sɔkratɛːː s] , Sōkrátēs; c. 469 BC - 399 BC, ออกเสียง / sɒkrətiː z / ในภาษาอังกฤษ) )



โสกราตีส - Socrates 



โสกราตีสเป็นบุคคลในประวัติศาสตร์ที่ไม่ได้มีผลงานการเขียนอะไรคงเหลืออยู่ถึงปัจจุบัน อย่างไรก็ตามตัวตนและความคิดของเขายังคงอยู่ถึงปัจจุบันผ่านงานเขียนของบุคคลอย่าง อริสโตเติล (Aristotle) เพลโต (Plato)อริสโตฟานเนส (Aristophanes) หรือ ซีโนฟอน(Xenophon)

นอกจากนั้นยังมีทั้งนักเขียน นักคิด และนักปราชญ์ที่เก็บเรื่องราวของโสกราตีส อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถรู้ว่าข้อมูลเรื่องเล่าถึงชีวิตของโสกราตีสนั้นจริงหรือเท็จได้อย่างแน่นอน


โสกราตีส มีบิดาชื่อ โสโฟรนิกัส (Sophronicus) และ มารดาชื่อ แฟนาเรต (Phaenarete)



โสกราตีสได้แต่งงานกับซานทิปป์ (Xanthippe) และมีลูกชายถึง 3 คน เมื่อเทียบกับสังคมสมัยนั้นซานทิปป์ถึงได้ว่าเป็นผู้หญิงอารมณ์ร้าย และโสกราตีสเองได้กล่าวว่าเพราะเขาสามารถใช้ชีวิตกับซานทิปป์ได้ เขาใช้ชีวิตกับมนุษย์คนใดก็ได้ เหมือนกับผู้ฝึกม้าที่สามารถทนกับม้าป่าได้ โสกราตีสได้เห็นและร่วมรบในสมรภูมิ และ ตามสิ่งที่พลาโตได้กล่าวว่า โสกราตีสได้รับเหรียญเกียรติยศสำหรับความกล้าหาญในสมรภูมิ
ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ไม่กล่าวอย่างชัดเจนว่าโสกราตีสประกอบอาชีพใด ใน"ซิมโพเซียม" (Symposium) ซีโนฟอนกล่าวว่าโสกราตีสใช้ชีวิตกับการสนทนาปรัชญา

โสกราตีสไม่น่าที่จะมีเงินมรดกจากครอบครัวเพราะบิดาของโสกราตีสเป็นเพียงศิลปิน และตามการบรรยายของพลาโต โสกราตีสไม่ได้รับเงินจากลูกศิษย์

อย่างไรก็ตามซีโนฟอนกล่าวใน"ซิมโพเซียม"ว่า โสกราตีสรับเงินจากลูกศิษย์ของเขา และอาริสโตฟานเนสก็เล่าว่าโสกราตีสได้เปิดโรงเรียนของตนเอง

ข้อสันนิษฐานอีกอย่างหนึ่งที่เป็นไปได้ก็คือ โสกราตีสเลี้ยงชีพผ่านเพื่อนที่ร่ำรวยของเขา เช่นเอลซีไบเดส (Alcibiades)






การไต่สวนและเสียชีวิต



โสกราตีสใช้ชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของการเปลียนแปลงในอาณาจักรเอเธนส์ จากจุดสูงสุดของอาณาจักรเอเธนส์ถึงยุคเสื่อมภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับกรุงสปาร์ตา (Sparta)


มีบุคคลสามคนสำคัญที่ยุให้ศาลสาธารณะของกรุงเอเธนส์ไต่สวน


โสกราตีส โดนข้อกล่าวหาว่า โสกราตีสเป็นผู้ที่สร้างความเสื่อมศรัทธาในศาสนา และเยาวชนในกรุงเอเธนส์ เรื่องราวทั้งหมดนี้สามารถอธิบายได้ เมื่อนึกถึงสถานการณ์ในเมืองเอเธนส์ภายหลังการพ่ายแพ้ให้กับสปาร์ตานั้น ชาวเมืองเอเธนส์ ผู้ยังเชื่อถือในเทพเจ้าผู้ปกป้องเมืองต่างๆ มองว่าการพ่ายแพ้ของเอเธนส์เป็นเพราะเทพเจ้าเอเธนา (Athena) ผู้เป็นเทพปกครองเมืองเอเธนส์นั้นประสงค์จะลงโทษเมืองเอเธนส์เพราะผู้คนในเมืองเสื่อมศรัทธาในศาสนา


การที่โสกราตีสตั้งคำถามและสนทนาเกี่ยวกับปรัชญาจึงเท่ากับเป็นการทรยศชาติ การไต่สวนตัดสินว่าโสกราตีสมีความผิด เขาถูกประหาร โดยการดื่มยาพิษ
คณะผู้ปกครอง Oracle ที่ Delphiได้กล่าวหาเขาว่า เขาผิดปกติจากบุคคลธรรมดา


โสกราติส เชื่อว่าสิ่งที่ Oracle ได้กล่าวว่าว่าโสกราติสเป็นบุคคลที่ผิดธรรมดา
เพราะว่าโสกราติส เชื่อว่าตัวเขาไม่บ้าและทดสอบข้อกล่าวหา จากชาย ที่ถือว่าผู้ชายถือว่าฉลาดที่สุดในเอเธนส์ ซึ่งได้แก่ statesmen, กวี, และช่างฝีมือในเพื่อที่จะลบล้างคำวินิจฉัยของ ออราเคิล ได้อย่างดีที่สุด

“Socrates สรุปได้ว่าในขณะที่แต่ละคนคิดว่าเขารู้มากและได้ฉลาดในความเป็นจริงพวกเขารู้เรื่องน้อยมากและไม่ฉลาดเลย”


Socrates ได้สร้างความตระหนักว่า สิ่งที่ Oracle ที่คิดว่าตัวเองถูกต้องและคนฉลาด ความจริงแล้ว ออราเคิล ไม่ฉลาดเลย ความไม่รู้ของตัวเอง และมีภูมิปัญญาขัดแย้ง


เมื่อ Socrates ถูก พิพากษาต่อมาไปสู่ความตายโดยการดื่มเครื่องดื่มผสม ที่มี พิษพืชที่มีพิษชนิดหนึ่ง


เขามีโอกาสหนีออกไปได้ โดยXenophon, Plato ตั้งใจให้การป้องกันต่อต้านการตัดสินครั้งนี้โดยการติดสินบนยาม

แต่ Socrates ยอมรับว่ามีโอกาสที่จะหลบหนี แต่เขายินดีที่จะตาย เพราะ



1 Socrates เชื่อไม่มีนักปรัชญาที่แท้จริงได้ความกลัวของการเสียชีวิต

2 ถ้า Socrates หนีไปเอเธนส์แล้ว การเรียนการสอนของเขาจะไม่ดีขึ้น การเผยแพร่คำสอนของเขาจะไม่เป็นที่ยอมรับ

3 Socrates มีเจตนาตกลงที่จะอยู่ภายใต้กฎหมายของเมืองนี้ Socrates ก็ต้องบังคับโดยปริยายด้วยตัวเองและความเป็นไปได้ที่จะถูกกล่าวหาว่าการก่ออาชญากรรม และการตัดสินโดยคณะลูกขุนของเมืองว่า Socrates ผู้กระทำผิด เพราะถ้า Socratesหนีไปแล้วอาจทำลาย " สัญญาประชาคม " กับรัฐและอื่น ๆ เป็นอันตรายต่อรัฐ, การกระทำที่ขัดกับหลักการ ของ Socratic



วิธี Socratic หรือ elenchus


ยังคงเป็นเครื่องมือที่ใช้กันทั่วไปในวงกว้างของการอภิปรายและเป็นประเภทของ การเรียนการสอน ซึ่งชุดคำถามที่ไม่เพียงแต่จะต้องคิดหาคำตอบของแต่ละคน แต่ยังเพื่อส่งเสริมให้มีความเข้าใจพื้นฐาน


ซึ่งวิธีคิดของโสกราตีส ผ่านเพลโต นั้นเป็นส่วนสำคัญในด้านของการ
ญาณวิทยาและ ตรรกะ


และแนวคิดที่มีอิทธิพลและความคิดของเขายังคงแข็งแกร่งในการให้บริการพื้นฐานของปรัชญาตะวันตกมากที่สุด





บททดสอบกลั่นกรองสามชั้นของโซเครติส The triple filter of Socrates



วันหนึ่งมีคนรู้จักบังเอิญพบกับนักปรัชญาผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้และพูดขึ้นว่า..

"คุณรู้อะไรไม๊? ผมได้ยินเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนของคุณมาเรื่องหนึ่ง"



"ช้าก่อน..." โสเครติสตอบ

"ก่อนที่ท่านจะบอกข้า ข้าอยากที่จะให้ท่านผ่านการทดสอบสักเล็กน้อย ข้าจะเรียกมันว่าบททดสอบกลั่นกรองสามชั้น"


"กลั่นกรองสามชั้น?"

"ถูกต้องแล้ว" โสเครติสกล่าวต่อไป


"ก่อนที่ท่านจะเล่าให้ข้าฟังเกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนของข้า มันอาจจะเป็นการดี ที่จะใช้เวลาสักเล็กน้อยและการกลั่นกรองเรื่องที่ท่านจะพูด และนั่นคือสาเหตุว่าทำไม ข้าจึงเรียกมันว่า บททดสอบตัวกลั่นกรองสามชั้น ตัวกลั่นกรองแรก คือ "ความจริง" ท่านแน่ใจจริงๆ หรือว่าสิ่งที่ท่านกำลังจะบอกข้านั้นเป็นเรื่องจริง?"


"เปล่าหรอก..." ชายผู้นั้นตอบ


"อันที่จริง ข้าก็แค่ได้ยินเรื่องนี้มาเท่านั้นเอง แล้วก็..."



"เอาเถอะ เอาเถอะ ไม่เป็นไร" โสเครติสกล่าว

"ถ้าเช่นนั้น ท่านก็ไม่รู้ว่าเรื่องที่ท่านรู้มาจริง หรือ เท็จ คราวนี้มาลองทดสอบตัวกลั่นกรองตัวที่สองกันดู ตัวกลั่นกรองที่สอง คือ "ความดี"


เรื่องที่ท่านกำลังจะบอกข้าเกี่ยวกับเพื่อนของท่านเป็นเรื่องดี หรือไม่?"


"ไม่เป็นเรื่องตรงกันข้าม..."


"ถ้าเช่นนั้น" โสเครติส กล่าวต่อ "ท่านต้องการบอกข้าเกี่ยวกับเรื่องไม่ดีของเขา แต่ท่านไม่แน่ใจว่า มันเป็น เรื่องจริงหรือไม่... ไม่เป็นไรยังไงเสีย ท่านอาจจะผ่านการทดสอบนี้ก็ได้ เพราะยังเหลือตัวกลั่นกรองอีกหนึ่ง : ตัวกลั่นกรองสุดท้ายนี้คือ



"ความมีประโยชน์" ท่านคิดว่าเรื่องที่ท่าน กำลังจะบอกข้าเกี่ยวกับเพื่อนของข้านั้น จะเป็นประโยชน์อะไรกับข้าหรือไม่?"



"ไม่รู้สิท่าน...คงจะไม่"


"อื่มมม" โสเครติสสรุป "ถ้าเรื่องที่ท่านจะบอกข้านั้น ไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องดี และ ไม่มีประโยชน์ เหตุใดท่านจึงอยากบอกข้าเล่า?"


และนี่เป็นสาเหตุที่ทำให้โสเครติสเป็นมหาปราชญ์ และ ได้รับการยกย่องเป็นอย่างสูง...




สรุปว่าตัวกลั่นกรอง 3 ชั้น ที่ควรรับฟัง ก็คือ



1 ความจริง

2 ความดี

3 มีประโยชน์


ถ้าขาดทั้ง 3 สิ่งนี้ไป คนที่รับฟัง ก็ไม่ควรจะรับฟัง