11:02

ความจริงจาก An Inconvenient Truth

โลกสีเขียว
เพชร มโนปวิตร เรื่อง
โดย onopen.com - โอเพ่นออนไลน์


ความจริงจาก An Inconvenient Truth 

อัล กอร์ เปิดฉากการบรรยายเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อน (Global Warming) ด้วยภาพโลกภาพแรกที่ถ่ายได้จากอวกาศ แม้เราอาจจะเคยเห็นภาพนี้มาแล้วไม่รู้กี่สิบครั้ง แต่โลกสีน้ำเงินใบนี้ก็ยังคงดูงดงามไร้ที่ติ 

กอร์กล่าวว่าภาพๆ นี้ช่วยให้เกิดขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมไปทั่วโลก เพราะมันช่วยเตือนสติให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของโลกที่เราอยู่และปลุกให้คนเราตื่นขึ้นมาต่อสู้กับปัญหาสิ่งแวดล้อมที่นับวันจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ 

  An Inconvenient Truth เป็นหนังสารคดียาว 100 นาทีที่ฉายให้เห็นวิกฤติการณ์เรื่องโลกร้อนอย่างตรงไปตรงมาและลึกซึ้ง หนังไม่เพียงแต่นำเสนอข้อมูลวิทยาศาสตร์อันน่าสะพรึงกลัว หากยังสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนดูได้อย่างน่าทึ่ง ส่วนจะบรรลุผลขนาดเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมขนาดไหน หรือนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายหรือไม่นั้นเป็นเรื่องที่น่าติดตาม

หนังเดินเรื่องโดย อัล กอร์ อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและผู้ท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีปี 2000 ที่แพ้การเลือกตั้งให้กับจอร์ช ดับเบิล ยู บุชไปอย่างเฉียดฉิวและน่าเคลือบแคลง ด้วยคะแนนเสียงลึกลับจากรัฐฟลอริด้า รัฐที่น้องชายบุชเป็นผู้ว่าการรัฐฯ

ดาวิส กุ๊กเกนเฮม ผู้อำนวยการสร้างหนังสารคดีเรื่องนี้ใช้เรื่องราวชีวิตส่วนตัวของกอร์มาเป็นตัวดำเนินเรื่องคู่ขนานและตัดสลับไปมากับการนำเสนอข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับโลกร้อนได้อย่างแยบคาย

ตั้งแต่สมัยกอร์เรียนมหาวิทยาลัย เขามีโปรเฟสเซอร์เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกๆ ที่เริ่มตรวจวัดระดับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในชั้นบรรยากาศ และสิ่งที่ค้นพบนั้นก็กลายเป็นหลักฐานสำคัญอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่าโลกกำลังมีปัญหา มันทำให้กอร์เริ่มสนใจเกี่ยวกับภาวะโลกร้อนมาตั้งแต่นั้น

ความเข้าใจผิดสำคัญข้อแรกที่คนส่วนใหญ่มีต่อปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็คือ มนุษย์ตัวเล็กๆอย่างเราจะสามารถสร้างผลกระทบที่สั่นสะเทือนไปถึงดินฟ้าอากาศได้อย่างไร

ความจริงก็คือหากเปรียบโลกทั้งใบเป็นหอมหัวใหญ่ ชั้นบรรยากาศที่ห่อคลุมโลกอยู่และทำให้โลกกลายเป็นดินแดนของสิ่งมีชีวิตนั้นมีความหนาเพียงเปลือกสีน้ำตาลบางๆชั้นนอกสุดของหัวหอมเท่านั้นเอง ชั้นบรรยากาศที่มีความเปราะบางอย่างยิ่งนี้จึงมีความสำคัญมาก

หากขึ้นไปดูในชั้นบรรยากาศจะพบมวลก๊าซมากมายหลายชนิด กลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการจับความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกลับจากผิวโลกคือกลุ่มก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas) ซึ่งความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ดีและเรียกได้ว่าจำเป็นเพราะด้วยก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้เองที่ช่วยให้โลกไม่กลายเป็นดินแดนน้ำแข็ง

อย่างไรก็ตาม โดยปกติในธรรมชาติก๊าซเหล่านี้มีปริมาณน้อยมาก แม้แต่ก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่พบได้บ่อยที่สุดก็ยังพบไม่ถึง 4 โมเลกุลในทุกๆ 10,000 โมเลกุลของชั้นบรรยากาศ ความหายากตามธรรมชาติของมันช่วยให้โลกเราไม่ร้อนจนกลายเป็นเตาอบ

ในหนังเรื่องนี้กอร์เปรียบคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เป็นตัวร้ายที่คอยดักไม่ให้ความร้อนหนีกลับออกไปนอกโลก เมื่อตัวร้ายมีเยอะขึ้นเรื่อยๆ ความร้อนจึงถูกเก็บไว้ในชั้นบรรยากาศเกิดเป็นภาวะเรือนกระจก จนทำให้อุณหภูมิโดยรวมสูงขึ้น

ปัจจุบันอุณหภูมิเฉลี่ยผิวโลกของเราอยู่ที่ราว 14 องศาเซลเซียส หากเทียบกับชั้นบรรยากาศของดาววีนัสซึ่งมีคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เป็นส่วนประกอบถึง 98 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิพื้นผิวที่นั่นอยู่ที่ 477 องศาเซลเซียส ไฟนรกบรรลัยกัลป์ดีๆ นี่เองครับ

กอร์อธิบายว่าโลกที่น่าอยู่เริ่มเปลี่ยนไปเมื่อปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การปฏิวัติโลกตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดความต้องการใช้พลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ การเผาไหม้เชื้อเพลิงอย่างเช่นถ่านหิน เชื้อเพลิงฟอสซิล น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงการสุมเผาอันเป็นวิธีตัดไม้ทำลายป่าแบบดั้งเดิม ล้วนแล้วแต่มีส่วนทำให้ปริมาณคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ

กอร์ได้ชี้ให้เห็นถึงความจริงข้อนี้อย่างชัดเจนในหนัง ด้วยการใช้เครนไฟฟ้ายกตัวตามเส้นกราฟที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจในช่วง 40-50 ปีมานี้และแนวโน้มในอีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ข้อมูลนี้น่าพรั่นพรึงอย่างยิ่งโดยเฉพาะเมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนกลับไปถึง 650,000 ปี ระดับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ที่แม้จะมีวงจรขึ้นๆลงๆ ตามยุคน้ำแข็ง 6-7 ยุค แต่ไม่เคยมีครั้งไหนในประวัติศาสตร์ที่ระดับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์พุ่งสูงผิดปกติเช่นนี้มาก่อน

ครับ ฝีมือมนุษย์ล้วนๆ และต้องยอมรับว่าปัจจัยที่มีความสำคัญมากอีกประการหนึ่งก็คือประชากรมนุษย์ กอร์เปรียบเทียบอย่างน่าฟังว่าแค่ภายในชั่วอายุของเขา จำนวนประชากรทั่วโลกได้เพิ่มขึ้นจาก 2 พันกว่าล้าน เป็น 6 พันกว่าล้านหรือประมาณ 3 เท่า ในขณะที่ย้อนกลับไปหลายหมื่นปี ประชากรมนุษย์ค่อนข้างคงที่หรือเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ มาตลอด

จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นทำให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติสูงขึ้นอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และความต้องการอันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์ก็กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อธรรมชาติและสมดุลของระบบนิเวศ

จากนั้นกอร์ชี้ให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ข้อที่สองสำหรับคนส่วนมากก็คือความไม่แน่ใจ คือตกลงแล้วปัญหาโลกร้อนเนี่ยมันเป็นเรื่องจริงหรือเปล่า หรือเป็นเพียงนิยายที่นักวิทยาศาสตร์ช่างวิตกกลุ่มหนึ่งสร้างขึ้นมาให้คนตื่นตูมกันไปทั้งโลก

กอร์เลือกฉายภาพจากสถานที่ทั่วโลกเพื่อยืนยันว่าโลกกำลังร้อนขึ้นจริงๆ เขาเปรียบเทียบยอดเขาหิมะในหิมาลัย และคิริมันจาโรในแอฟริกาในช่วง 20-30 ปีที่ผ่านมาซึ่งปริมาณหิมะลดลงอย่างเห็นได้ชัด เขาพาเราไปถึงขั้วโลกเหนือ ขั้วโลกใต้ที่แผ่นน้ำแข็งกำลังละลายและแตกออกอย่างไม่หยุดหย่อน พาไปดูธารน้ำแข็งที่กำลังหดตัวลงอย่างรวดเร็วทั่วโลก

ปัญหาโลกร้อนไม่เพียงทำให้น้ำแข็งละลายเท่านั้น แต่ยังเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้สภาพภูมิอากาศทั่วโลกปรวนแปร เขายืนยันด้วยข้อมูลทางสถิติของภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงอย่างเห็นได้ชัดทั้งภาวะน้ำท่วม ฝนแล้ง จำนวนไต้ฝุ่นหรือพายุเฮอริเคน โดยไม่ลืมที่จะเตือนให้ทุกคนนึกถึงเฮอริเคน Katrina ที่เข้าถล่มเมืองนิวออร์ลีนเมื่อสิงหาคมปีที่แล้ว ซึ่งนับเป็นภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ของชนชาติอเมริกันที่คร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 2 พันคน และสร้างความเสียหายอีกกว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์

หากโลกยังร้อนขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุดแผ่นน้ำแข็งที่แอนตาร์กติกาและกรีนแลนด์อาจจะละลายลงทั้งหมด และนั่นหมายถึงเภทภัยที่ร้ายแรงที่สุดจะเกิดขึ้น ลองนึกดูนะครับว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลกที่สูงขึ้นถึง 6 เมตรจะทำให้เกิดภัยพิบัติขนาดไหน

เกือบครึ่งหนึ่งของนิวยอร์กจะอยู่ใต้น้ำ บริเวณที่จะสร้างอนุสรณ์สถาน 9/11 ในแมนฮัตตันจะจมอยู่ใต้ทะเล ยังไม่ต้องพูดถึงมหานครเช่นเซี่ยงไฮ้ ปักกิ่ง หรือบังคลาเทศที่มีคนอาศัยอยู่นับร้อยล้านคน

และถ้าวันนั้นมาถึง ผมเองก็ไม่อยากนึกภาพของกรุงเทพมหานครและมหาเมกะโปรเจ็คอย่างสนามบินสุวรรณภูมิ

กอร์ยืนยันว่าในทางวิทยาศาสตร์ประเด็นโลกร้อนไม่ใช่ข้อถกเถียงอีกต่อไป เรารีวิวบทความที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการทางวิทยาศาสตร์เกือบพันเรื่อง ไม่มีงานศึกษาชิ้นไหนเลยที่ให้ผลขัดแย้งหรือโต้เถียงว่าปรากฏการณ์โลกร้อนไม่ได้เกิดขึ้นจริง

ถ้าเป็นเช่นนั้น แล้วความสับสนของคนในสังคมเกิดขึ้นได้อย่างไร

ไม่น่าแปลกใจเมื่อกอร์รีวิวบทความประเภทแสดงความคิดเห็นที่ตีพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ต่างๆ ปรากฏว่ามีบทความมากมายเกือบ 50 เปอร์เซนต์ที่แสดงความเคลือบแคลงว่าภาวะโลกร้อนไม่ใช่เรื่องจริง แต่เป็นแค่เพียงวงจรธรรมชาติ หลายคนคิดว่าภาวะโลกร้อนเป็นเพียงปรากฏการณ์ตามธรรมชาติ

แน่นอนว่าถ้าสังคมโลกโดยรวมยอมรับว่าภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาจริงๆ การลดปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์อาจกลายเป็นสิ่งจำเป็น กลายเป็นข้อบังคับ นั่นหมายถึงการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิต และการใช้ชีวิตของทุกคนบนโลก

แน่นอนว่า คนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน... ไม่จนกว่าจะมีอะไรมากระทบกับตัวเอง

ถึงตรงนี้หนังตัดไปให้เห็นถึงประสบการณ์ส่วนตัวอันเจ็บปวดของอัล กอร์

กอร์นำผู้ชมไปเยือนอดีตไร่ยาสูบของพ่อเขา ปัจจุบันโรงอบใบยารกร้างว่างเปล่า เขาเล่าว่าสมัยเป็นเด็ก แทบทุกหน้าร้อนเขาจะมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ เป็นช่วงเวลาที่เขามีความสุขและได้เรียนรู้ในการทำงานร่วมกับคนอื่น

กอร์มีพี่สาวคนหนึ่งซึ่งแก่กว่าเขาเกือบสิบปี แต่ทั้งคู่ก็สนิทกันมาก พี่สาวของกอร์สูบบุหรี่ตั้งแต่ตอนเป็นวัยรุ่นและไม่เคยหยุดสูบ

เขาบอกว่าในเวลานั้นมีรายงานการศึกษาโดยสมาคมแพทย์ของสหรัฐเปิดเผยว่า การสูบบุหรี่มีส่วนทำให้เกิดมะเร็งที่ปอด ทุกคนในเวลานั้นรับรู้ แต่ไม่มีใครสนใจอย่างจริงจัง ไม่มีใครรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาของตัวเอง บริษัทยาสูบทำโฆษณาล้อเลียนผลการศึกษาว่าเพ้อเจ้อ

ในที่สุดพี่สาวของเขาก็เสียชีวิตด้วยมะเร็งที่ปอด พ่อของเขาเจ็บปวดกับสิ่งที่เกิดขึ้นมากและเลิกทำไร่ยาสูบตั้งแต่นั้น

กอร์บอกว่าเขาเข้าใจว่าธรรมชาติของมนุษย์ต้องอาศัยเวลาในการรับรู้ ทำความเข้าใจกับข้อเท็จจริง ก่อนจะนำไปสู่การปฏิบัติ แต่บ่อยครั้งที่มันสายเกินไป และกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่เราต้องมานั่งสำนึกเสียใจ เสียใจว่าน่าจะได้ลงมือแก้ปัญหามาตั้งนานแล้ว

ก่อนจบ กอร์เตือนให้เราตระหนักถึงศักยภาพของมนุษย์ในด้านดี เราขจัดโรคร้ายได้สารพัด เราเดินทางไปเหยียบถึงดวงจันทร์และสำรวจอวกาศ

แม้แต่ปัญหาสาร CFC ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกอีกตัวหนึ่งที่ทำให้เกิดรูรั่วในชั้นโอโซนซึ่งเป็นวิกฤติสำคัญเมื่อราว 10 ปีมาแล้ว ไม่มีใครนึกว่ามนุษย์จะแก้ปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัจจุบันเราสามารถลดปริมาณสารอันตรายเหล่านี้ลงได้จนอยู่ในระดับที่ปลอดภัย

กอร์ย้ำว่า สัญญาณเตือนภัยได้ดังขึ้นแล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเราจะตอบสนองอย่างไร

หนังได้เปรียบเทียบการตอบสนองต่อปัญหาสองแบบ แบบแรกคือกบที่กระโดดลงไปในน้ำเดือดแล้วเด้งตัวออกมาในทันที กับอีกแบบหนึ่งที่เจ้ากบตัวเดิมกระโดดลงไปนั่งอยู่ในหม้อต้มที่ค่อยๆ อุ่นขึ้นเรื่อยๆ จนเดือด โชคดีที่มีมือมาช่วยดึงออกไปได้ทัน

โชคไม่ดีที่ปัญหาโลกร้อนไม่ได้เป็นปัญหาฉับพลันทันทีแบบน้ำเดือด มนุษย์เราจึงยังดูไม่ทุกข์ไม่ร้อน เหมือนเจ้ากบที่นั่งไม่รู้ร้อนรู้หนาวอยู่ในหม้อต้มที่กำลังจะถึงจุดเดือด

หนังเรื่องนี้ไม่เพียงแต่ดูสนุกและให้ข้อคิดมากมาย แต่ยังเตือนสติให้เราคิดถึง “โลก” บ้านหลังสุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุดของเรา

เราเลือกได้ครับที่จะเปลี่ยนจากการยืนดูปัญหา และก้าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไข

ปัญหาโลกร้อน ไม่ใช่ข้อขัดแย้งทางวิทยาศาสตร์ หรือมุมมองที่แตกต่างกันในทางการเมืองหรือเศรษฐกิจ ปัญหานี้กำลังเกิดขึ้นจริงๆ ด้วยน้ำมือมนุษย์

การลงมือแก้ปัญหาจึงเป็นเรื่องของศีลธรรม จริยธรรม ที่เราสามารถเลือกได้

ตราบที่มนุษย์ยังรู้จัก ผิด ชอบ ชั่ว ดี เราสามารถแก้ปัญหานี้ได้

แต่ตราบใดที่อัตตาและความโลภ ยังเป็นธงนำชีวิตของคนส่วนใหญ่และผู้นำที่ขลาดเขลา

เราคงได้แต่ภาวนา และนับถอยหลัง...

... แต่ก่อนจะนับ อยากให้ไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ ดูให้ถึงตอนจบ จะพบกับภาษิตแอฟริกันสั้นๆ ที่เท่ห์มาก

While you pray, move your feet – ระหว่างสวดอ้อนวอน ก็อย่างอมืองอเท้า
ครับ บ่นได้ วิจารณ์ได้ จะถึงขั้นสวดอ้อนวอนหรือสาปแช่งก็ได้ แต่ต้องลงมือทำด้วย

ป.ล. หาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ และ take action ได้ที่เว็บไซต์ www.climatecrisis.net
10:59

ขุนเพชร และความหมายในประวัติศาสตร์‏

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : เขียน
มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1389



Adolf Bastian (26 June 1826 – 2 February 1905) was a 19th century polymath best remembered for his contributions to the development of ethnography and the development of anthropology as a discipline. 

Adolf Bastian เป็นขาวเยอรมันซึ่งเดินทางเข้ามาเมืองไทยและอยู่เมืองไทยระหว่าง 2405-2406 หลังเซอร์จอห์น บาวริง เพียง 7 ปี แต่เนื่องจากความสนใจและการศึกษาของสองคนนี้ต่างกัน ทำให้หนังสือของเขาเกี่ยวกับเมืองไทย แตกต่างกันมาก 

บาสเชี่ยนเรียนพูด และอ่านไทยได้ ทั้งมีโอกาสพบปะทั้งกับคนชั้นสูง (รวมทั้งได้เข้าเฝ้าฯ พระจอมเกล้าฯ ด้วย ซึ่งทรงยกย่องเขาเป็น "นักปราชญ์") และชาวบ้านทั่วไป ตลอดไปถึงผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นผู้รู้ในเรื่องต่างๆ (เช่นหลวงพ่อโต ซึ่งเขาไม่ประทับใจเลย) อย่างกว้างขวาง จึงทำให้หนังสือของเขาเป็นบันทึกที่เกี่ยวกับสังคมไทยสมัยเก่า ที่ดีกว่าของเซอร์จอห์นอย่างเทียบกันไม่ได้ 

บาสเชี่ยนได้ชื่อว่า เป็นหนึ่งในบิดาของวิชาชาติพันธุ์วรรณนา (ethnography) อันเป็นวิชาที่นักมานุษยวิทยาไทยปัจจุบัน ยกย่องด้วยปาก แต่ดูถูกในใจเสมอมา 




  ส่วนของงานของเขาที่เกี่ยวกับเมืองไทยเพิ่งมีผู้แปลจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาอังกฤษ และพิมพ์ขึ้นใน พ.ศ.2548 นี้เอง ในชื่อว่า A Journey in Siam (1863) ผมเพิ่งได้อ่านและมีบางเรื่องที่ผมอยากนำมาคุย

เป็นเรื่องเกี่ยวกับปลัดขิกหรือรูปลึงค์ขนาดต่างๆ น่ะครับ

แม้ว่ามีพระราชกำหนดในสมัย ร.1 ให้เก็บรูปลึงค์ที่ชาวบ้านนำไปใช้เซ่นสรวงบูชาต้นโพธิ์และศาลเจ้าต่างๆ ให้พ้นหูพ้นตาเสีย แต่การเซ่นสรวงบัดพลีเจ้าด้วยรูปลึงค์ก็ยังทำกันอย่างแพร่หลายมาจนสมัย ร.4

หนึ่งในสิ่งที่ใช้เซ่นสรวงบูชาสถานที่ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่าเป็นที่สิงสถิตของเจ้าและเทพาอารักษ์ อันควรแก่การเซ่นสรวงบัดพลีเพื่อคุ้มครอง และอำนวยความสวัสดีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นโพธิ์, ไม้ประหลาด, หรือศาลเจ้า ก็คือรูปลึงค์ (ซึ่งมักทำด้วยไม้อันเป็นการสะดวกกว่าอย่างอื่น) และโยนี (ซึ่งทำด้วยแผ่นไม้รูปหัวใจและสลักตรงกลาง)

แม้แต่ศาลพระภูมิ (ซึ่งบาสเชี่ยนเรียกว่าศาลตาภูมิอย่างสม่ำเสมอตลอดเล่ม จนกระทั่งผมชักไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะพิมพ์ผิด หรือฟังผิด...เพราะฟังชาวบ้านพูดถึง "เจ้าที่" ในสมัยหลังแล้ว ก็คือผีดีๆ นี่เอง ไม่ใช่เทพ อักขราภิธานศรับท์ ของหมอบรัดเลย์อธิบาย "เจ้าที่" ว่า เป็นชื่อเจ้าของที่, เหมือนอย่างภูมิเจ้าที่เป็นต้น) ก็มักเซ่นกันด้วยรูปลึงค์อยู่ทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เท่าที่ผมจับได้จากงานของบาสเชี่ยน ผมรู้สึกว่าเขาไม่ใช้รูปลึงค์เป็นเครื่องเซ่นสำหรับสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในศาสนาพุทธ และศาสนาพราหมณ์

ไม่มีใครเอารูปลึงค์ ไปถวายพระพุทธรูป แต่อาจเอาไปถวายเจ้า หรือเทพารักษ์ซึ่งมีหน้าที่ในการปกป้องดูแลวัด เจ้าหรือเทพที่มีหน้าที่ปกป้องดูแลวัดนั้น ในปัจจุบันยังมีอยู่ในวัดทางเหนือซึ่งเขาเรียกกันว่า "เสื้อวัด" แต่บาสเชี่ยนรายงานว่า ในกรุงเทพฯ สมัยนั้นเรียกว่าเทพารักษ์

ผมควรบอกด้วยว่า คนไทยสมัยนั้นตามรายงานของบาสเชี่ยนแบ่งเทวดาออกจากกันอย่างไร เทวดาซึ่งอยู่บนฟ้าหรือที่อื่นๆ นั้นเรียกว่าเทวดา แต่เทวดาอีกพวกหนึ่งอยู่บนพื้นโลกนี้เป็น "เจ้า" ของป่า, เขา, ต้นไม้ เช่นต้นตะเคียน, ที่ดิน, แม่น้ำ ฯลฯ ต่างๆ เรียกรวมๆ ว่าเทพารักษ์ (แม้ในภาษาพูดอาจปะปนกันเช่นรุกขเทวดา ที่จริงก็เป็นเทพารักษ์)

ส่วนภูมิเทวดานั้นเป็นเทวดาบนพื้นโลกก็จริง แต่มีหน้าที่รายงานความเป็นไปบนโลก (รวมทั้งการกระทำของมนุษย์) ต่อเทวดาผู้ใหญ่บนสวรรค์อีกทีหนึ่ง (ซึ่งทำให้ผมเข้าใจว่า "ตาภูมิ" กับ "พระภูมิ" เป็นคนละอย่างกัน แต่อิทธิพลจีนทำให้สองอย่างนี้มาปนกันในภายหลัง เพราะเจ้าจีนทำงานเหมือนพระภูมิ คือต้องส่งรายงานแก่สวรรค์ทุกปี)

เมื่อคนไทยสมัยนั้นตั้งศาลเจ้า ไม่ว่าจะในบ้านเรือนของตัวหรือที่ใดซึ่งเห็นว่าศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม ศาลเจ้าก็มักจะมีเทพารักษ์คุ้มครอง (นอกเหนือจากตัวเจ้าที่ตั้งศาลให้) เทพารักษ์นี้มีรูปร่างเป็นตะเข้ และมักเรียกกันว่าตะเข้เจ้า

อันนี้ตรงกับที่อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม เคยบอกผมว่าในลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง คนไทยนับถือจระเข้ (เหมือนพวกกูยนับถือแลน, คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ เคยเล่าเรื่องการบัดพลีสัตว์เลื้อยคลานประเภทนี้ ในหมู่พวกจ้วงในมณฑลกวางสี) ตามรายงานของบาสเชี่ยนบอกว่า หลักเขตกรุงเทพฯ ในสมัยนั้นจะมี "อาถรรพณ์" สะกดไว้ กล่าวคือ จระเข้ที่ว่ายน้ำเข้ามาในเขตเมืองจะโผล่เหนือน้ำไม่ได้ เป็นพระราชบัญญัติ หากจระเข้ตัวใดไม่ฟังพระราชบัญญัตินี้จะถูกลงโทษ (แน่นอนครับ ตามพิธีกรรม)

กว่าจะมีพระเจ้าแผ่นดินที่มีอำนาจเหนือพระราชอาณาจักรซึ่งคลุมความเชื่อท้องถิ่นอันหลากหลายในเมืองไทยได้ ก็ต้องสถาปนาพระราชอำนาจขึ้นเหนือผีและเทพท้องถิ่นจำนวนมากโดยอาศัยผู้รู้หรือ "นักวิชาการ" ช่วยกันสร้างความเชื่อหรือความชอบธรรมขึ้นมาให้สังคมยอมรับ ในสมัยนั้นจะเรียกว่าอะไรผมก็ไม่ทราบ

แต่สมัยหลังเรียกว่าสภานิติบัญญัติแห่งชาติครับ

และพวกศาลเจ้าประเภทต่างๆ นี่แหละครับ ที่มักมีผู้นำเอารูปลึงค์แลโยนีไปเซ่นสรวง

คำอธิบายที่บาสเชี่ยนได้รับจากชาวบ้านก็คือ รูปลึงค์มักเรียกกันว่า "ขุนเพชร" และโยนีมักเรียกกันว่า "ดอกบัว" ทั้งสองอย่างนี้เป็นดอกไม้ในแดนสวรรค์ บาสเชี่ยนก็รู้ว่านี่เป็นคำอธิบายที่ทำให้ความหมายทางเพศเลือนไป

อย่างไรก็ตาม ความหมายทางเพศของทั้งสองอย่างก็เลือนไปในความเชื่อของชาวบ้านจริงๆ ด้วย เช่น ศาลที่มีเจ้าเป็นเพศชาย เขาก็ยังเซ่นด้วยรูปลึงค์อยู่นั่นเอง

เพราะรูปลึงค์ก็ตามโยนีก็ตาม ล้วนเป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น ฝรั่งเรียกลัทธิพิธีอย่างนี้ว่า fertility cult หรือลัทธิพิธีเพื่อความอุดมสมบูรณ์ อันปรากฏในทุกวัฒนธรรม โดยเฉพาะในสังคมเกษตร แต่ก็ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหารเท่านั้น หากรวมถึงความอุดมสมบูรณ์ ของการสืบลูกสืบหลานด้วย

แม้ในวัดโพธิ์ก็มีรูปลึงค์ศิลาซึ่งเขาเชื่อกันว่า หากหญิงใดต้องการบุตรก็ให้ถูอวัยวะเพศของตนกับรูปนั้น

ผมควรกล่าวไว้ด้วยว่า ความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งต่างๆ นั้นไม่ได้มาจากปุ๋ย, ดินฟ้าอากาศ, หรืออะไรที่แยกออกได้เป็นส่วนๆ เหมือนความเข้าใจของเราในปัจจุบัน

ความอุดมสมบูรณ์เป็นพลังธรรมชาติอย่างหนึ่ง ในบางวัฒนธรรมเชื่อว่าเป็นพลังงานที่มาจากวิญญาณ หรือพรของบรรพบุรุษ บางวัฒนธรรมเชื่อว่ามาจากพระเจ้า บางวัฒนธรรมเชื่อว่ามาจากพิธีกรรมที่ทำอย่างถูกต้อง

ลึงค์และโยนีเป็นที่มาของกำเนิดหรือความงอกงามอย่างเห็นได้ชัด เทพและเจ้าที่เขานับถือก็อำนวยพลังอันยิ่งใหญ่นี้ จึงต้องเซ่นกันด้วยรูปแห่งกำเนิดและความงอกงามเป็นธรรมดา

ในเมืองไทยสมัย ร.4 ซึ่งเรายังอยู่ในสังคมเกษตร การเซ่นเจ้าด้วยรูปลึงค์และโยนีอย่างแพร่หลายดังรายงานของนายบาสเชี่ยน จึงไม่น่าประหลาดใจอย่างไร

ประเพณีนี้เสื่อมถอยไปในปัจจุบันอย่างมาก เพราะความเป็นสังคมเกษตรของเราลดถอยลง และเพราะคนในปัจจุบัน ไม่ได้มองความอุดมสมบูรณ์อย่างบรรพบุรุษเสียแล้ว จึงไม่มีวันเข้าใจว่ารูปลึงค์ และโยนีจะช่วยให้อะไรงอกงามได้อย่างไร

ที่เราในปัจจุบันเห็นเครื่องเซ่นเช่นนี้ว่าอุลามกจึงไม่ประหลาดอันใด

แต่ที่น่าประหลาดก็คือ ร.1 ก็มีความคิดอย่างเดียวกับเราในปัจจุบัน จึงได้มีพระราชกำหนดให้เก็บเอาไปทิ้งเสีย ทั้งๆ ที่ในสมัยของท่าน คงมีการเซ่นสรวงเจ้าด้วยรูปลึงค์และโยนีกันดกดื่นไม่น้อยไปกว่าสมัย ร.4 (และอาจมากกว่าด้วย)

เหตุใด ร.1 จึงทรงมีพระราชวินิจฉัยแตกต่างไปจากคนร่วมสมัยของท่าน

ผมอยากจะเดาว่าเป็นเพราะวัฒนธรรมชนชั้นสูงสมัยนั้น พอใจจะอธิบายโลกจากแง่มุมของพระพุทธศาสนา มากว่าคติความเชื่อเดิม

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ชนชั้นปกครองมีวัฒนธรรมอย่างหนึ่งซึ่งไม่เหมือนวัฒนธรรมชาวบ้าน แม้ไม่แตกต่างกันเป็นขาว-ดำ แต่ก็มีส่วนที่ไม่ลงรอยกันนัก

วัฒนธรรมของชนชั้นสูงนี้แพร่หลายโดยผ่านสื่อต่างๆ (ภาพเขียนฝาผนังวัด, วรรณกรรม, กฎหมาย, พระราชพิธี ฯลฯ) จนมาถึง ร.4 แม้แต่ชาวบ้านด้วยกันเองบางหมู่บางเหล่าก็ไม่นิยมชมชอบไปกับพิธีกรรมเซ่นสรวงเจ้าด้วยรูปลึงค์อีกต่อไป

บาสเชี่ยนรายงานว่าคนไทยที่เคร่งศาสนามองการเซ่นเจ้าเซ่นผีด้วยสายตาตำหนิติเตียน เพราะเป็นเพียงข้ออ้างสำหรับกินเหล้า ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตเป็นเครื่องเซ่น และเอาสิ่งอุลามกไปตั้งในที่สาธารณะ ซึ่งก็ตรงกับทัศนคติของพระราชกำหนดในสมัย ร.1 เพียงแต่เน้นระบบคุณค่าของพุทธศาสนามากกว่าเท่านั้น

สังคมไทยก็เหมือนสังคมอื่นๆ ในโลก หาได้เป็นน้ำเนื้อเดียวกันไม่ มีความแตกต่างในด้านต่างๆ ระหว่างคนอยู่มากมาย ที่ผมยกขึ้นมาคุยก็เฉพาะเรื่องศาสนาอย่างเดียวคือภายใต้ความเป็นชาวพุทธร่วมกันนี้ มีสีสันที่แตกต่างกันอย่างสุดกู่ และหากมีอำนาจจะทำได้ กลุ่มหนึ่งก็อาจใช้อำนาจแทรกแซงความเชื่อและการปฏิบัติ "ศาสนา" ของอีกกลุ่มได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง

สังคมที่ถูกระบายสีให้เหมือนกันหมดนั้นไม่มีอยู่จริงในโลก

และเพราะสังคมมีความต่างนี่แหละครับ ที่ทำให้เกิดพลวัตภายใน หรือพลังที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองได้จากภายในตัวของตัวเอง ดังเช่นโลกทรรศน์แบบพุทธที่แพร่หลายมากขึ้นนับจาก ร.1 เป็นต้นมา

พลวัตอย่างนี้ต่างหากที่เป็นฐานให้แก่การปรับเปลี่ยนด้วยอิทธิพลตะวันตกในสมัยต่อมา ไม่ใช่อะไรๆ ก็มาจากฝรั่งไปหมด โดยไม่มีฐานอะไรในสังคมไทยเลย ขึ้นอยู่กับฝรั่งและอัจฉริยภาพของผู้นำเท่านั้น
10:56

คมความคิดและจินตนาการของ โชเซ ซารามาโก‏


นักเขียนรางวัลโนเบล และนักหนังสือพิมพ์ชาวโปรตุกีส โชเซ เด ซูซา ซารามาโก หรือรู้จักกันดีในนาม โชเซ ซารามาโก เจ้าของผลงานเขียนที่มีเอกลักษณ์เป็นประโยคที่ยาวที่สุดในโลกก็ว่าได้

ผลงานของเขาส่วนใหญ่มักอิงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ ทว่าไม่ได้เน้นเนื้อหาสาระที่ความจริงที่เกิดขึ้น หากเล่าถึงมุมมองและผลกระทบที่มาสู่คน ทั้งมีเป็นจำนวนมากที่ออกมาในเชิงเปรียบเทียบ มีคติสอนใจให้ได้คิด
ขณะที่โชเซได้รับรางวัลโนเบล สาขาวรรณกรรม จาก Baltasar and Blimunda ในปี 1988 นั้น เขาอายุปาเข้าไป 50 กว่าๆ แล้ว และนิยายเรื่องเดียวกันนี้ ก็กลายเป็นการแจ้งเกิดครั้งแรกของนักเขียนชาวโปรตุกีส ในแวดวงของคนที่นิยมอ่านวรรณกรรมภาษาอังกฤษ โดยนิยายเรื่องนี้ยังได้รางวัลวรรณกรรมของโปรตุเกส อย่าง เพน คลับ อะวอร์ด (PEN Club Award) ด้วย

นิยายของโชเซ มักจะมีฉากแลนด์สเคปตามท้องเรื่องสวยงาม น่ามหัศจรรย์ อย่างเช่น The Stone Raft ปี 1986 ที่เขาเลือกดำเนินเรื่องราวในคาบสมุทรไอบีเรีย ทางตอนใต้ของยุโรป อันเต็มไปด้วยมนต์ขลัง ต่างจากบรรยากาศของส่วนอื่นๆ ในยุโรป ส่วนเรื่อง Blindness ปี 1995 มีฉากล่องเรือออกไปสู่มหาสมุทรแอตแลนติกอันเวิ้งว้างแต่งดงาม ขณะที่อีกบางเรื่องของเขาก็เต็มไปด้วยจินตนาการของสถานที่ที่ไม่มีอยู่จริง เช่น The Year of the Death of Ricardo Reis (คว้ารางวัลเพน คลับ อะวอร์ด และอินดิเพนเดนต์ ฟอเรนจ์ ฟิกชัน อะวอร์ด) ด้วยเช่นกัน

ที่สอดแทรกอยู่ในนิยายอันเต็มไปด้วยจินตนาการสุดบรรเจิด และฉากสวยงามของสถานที่ เป็นความคมคายในความคิด ในแต่ละเรื่องล้วนแสดงสติปัญญาอันคมกริบของโชเซ ซึ่งสอดแทรกอยู่ในเรื่องราวแสนงดงามแต่ละเรื่อง ทั้งทำให้ประโยคอันแสนยืดยาวของเขา (บางครั้งยาว 1 หน้ากระดาษ) ไม่น่าเบื่อแต่อย่างใด หากเต็มไปด้วยความตื่นเต้น และเนื้อหาสาระที่ต้องคอยคิดตาม

สิ่งที่โดดเด่นที่สุดอีกอย่างหนึ่งในผลงานของนักเขียนรางวัลโนเบลท่านนี้ก็คือ การได้รับยกย่องว่าเป็นงานเขียนที่ใส่ใจในความเป็นในสถานะแห่งความเป็นมนุษย์ รวมทั้งลักษณะการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่มีความเป็นปัจเจกมากขึ้นทุกที ตัวละครหลายตัวของเขามักจะต้องทนทุกข์กับสัมพันธภาพระหว่างเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม ด้วยความขัดแย้งในตัวเอง ทางหนึ่งก็ต้องการเป็นเอกเทศ เป็นอิสระ แต่อีกทางหนึ่งก็โหยหาความรัก ความเข้าใจ ขณะที่ต้องการค้นหาความหมายและความภาคภูมิในตัวเอง ด้านสถานะทางสังคมและความมั่งคั่งทางการเงิน

แฮโรลด์ บลูม นักวิจารณ์วรรณกรรมชาวอเมริกัน เรียกโชเซว่า เป็นนักเขียนนิยายที่มีพรสวรรค์ที่สุดที่ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้

โชเซ ซารามาโก เกิดจากครอบครัวชาวนาที่ไร้ที่ดินเป็นของตัวเอง ในอะซินฮากา หมู่บ้านเล็กๆ ของจังหวัดรีบัตเตโฮ ประเทศโปรตุเกส จริงๆ แล้วเขาชื่อว่า โชเซ เด ซูซา แต่ ซารามาโก ซึ่งในภาษาโปรตุเกสหมายถึง หัวไช้เท้าป่า เป็นชื่อสกุลของครอบครัวที่ชาวบ้านรู้จักกัน แต่กลับไปปรากฏอยู่ในใบเกิดของเขาด้วยความบังเอิญ จึงกลายเป็นชื่อ/นามสกุลจริงของเขาไปโดยปริยาย

ครอบครัวของโชเซย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงลิสบอน ในปี 1924 โดยบิดาของเขาเปลี่ยนมาทำอาชีพตำรวจ แต่ครอบครัวก็ยังไม่มีเงินพอที่จะส่งเด็กสมองดี อย่างโชเซ ให้เรียนในโรงเรียนสามัญ เขาจึงต้องย้ายไปเรียนสายอาชีพตอนอายุ 12 พอเรียนจบ เขาทำงานเป็นช่างซ่อมรถอยู่ 2 ปี ก่อนจะเปลี่ยนไปรับแปลหนังสือ นักหนังสือพิมพ์ และกลายเป็นนักเขียนในที่สุด

โชเซสมรสกับอิลดา ไรส์ ในปี 1944 มีลูกด้วยกัน 1 คน คือ ไวโอลันเต ภายหลังเขาแต่งงานใหม่กับปีลาร์ เดล ริโอ นักหนังสือพิมพ์สาวสเปน ผู้ผูกขาดแปลนิยายภาษาโปรตุกีสของเขาให้เป็นภาษาสเปน

เขาเป็นสมาชิกของพรรคคอมมิวนิสต์โปรตุเกส ตั้งแต่ปี 1969 นอกจากออกมาประกาศว่า ไม่เชื่อในพระเจ้าแล้ว เขายังอธิบายตัวเองว่าเป็นคนมองโลกในแง่ร้าย ความคิดเห็นในเรื่องต่างๆ ของเขา ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์เสมอในสังคมชาวโปรตุเกส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลังจากที่เขาเขียนหนังสือ The Gospel According to Jesus Christ ในปี 1991 และการแสดงออกที่ต่อต้านท่าทีของอิสราเอลต่อปาเลสไตน์และเลบานอน

ระหว่างสงครามเลบานอน 2006 โชเซรวมกลุ่มนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ อาทิ ทาริก อาลี จอห์น แบร์เกอร์ นอม ชอมสกี เอดูอาร์โด กาลีโน นาโอมิ ไคลน์ แฮโรลด์ ปินเตอร์ อรุณธาตี รอย และฮาเวิร์ด ซินน์ ร่วมกันลงนามในถ้อยแถลงเรียกร้องให้ยุติสงครามดังกล่าวโดยเร็ว

ปัจจุบัน โชเซ ซารามาโก ใช้ชีวิตอยู่ในเซบีญา ประเทศสเปน กับภรรยานักหนังสือพิมพ์สแปนิช ปิลาร์ เดล ริโอ




10:52

Stumbling on Happiness ไขปริศนาความสุข‏

Stumbling on Happiness ไขปริศนาความสุข
คอลัมน์ ผ่ามันสมองของปราชญ์
โดย พ.ญ.นภาพร ลิมป์ปืยากร
ประชาชาติธุรกิจ สิงหาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3925 (3125)


Using the visual and auditory areas to execute acts of imagination is a truly ingenious bit of engineering, and evolution deserves the Microsoft Windows Award for installing it in every one of us without asking permission. –Daniel Gilbert, Stumbling on Happiness


โดยทั่วไปมนุษย์เราต้องการแสวงหาความสุขและการวัดความสุขของประชาชนทั้งประเทศ หรือจีดีเอช (GDH = gross domestic happiness) กำลังได้รับการเสนอให้เป็นตัวชี้วัดระดับการพัฒนาของสังคมแทนผลิตภัณฑ์มวลรวม หรือจีดีพี (GDP = gross domestic product) นอกจากนั้นคนส่วนใหญ่มักคิดว่า การได้นั่นได้นี่ หรือเป็นนั่นเป็นนี่ แล้วจะทำให้พวกเขามีความสุข แต่เมื่อพวกเขาได้หรือเป็นในสิ่งที่พวกเขาคิดว่าจะนำความสุขมาให้จริงๆ พวกเขากลับไม่รู้สึก มีความสุข เช่น เมื่อผู้คนตัดสินใจแต่งงาน พวกเขามักคิดว่า นับจากนี้ไปพวกเขาจะมีแต่ความสุข แต่หลังแต่งงานมาได้สักพักหนึ่ง คนเหล่านั้นกลับพูดว่ารู้งี้ไม่แต่งดีกว่า การแต่งงานจึงกลายเป็นกิจกรรมที่คนในอยากออก คนนอกอยากเข้า ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ส่วนที่เหลือ



Daniel Todd Gilbert (born November 5, 1957) is the Harvard College Professor of Psychology at Harvard University. He is a social psychologist who is known for his research (with Timothy Wilson of the University of Virginia) on affective forecasting, with a special emphasis on cognitive biases such as the impact bias. He is the author of the ninternational bestseller Stumbling on Happiness, which won the 2007 Royal Society Prizes for Science Books. (Photo par Jim Harrison)


Daniel Gilbert นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด พยายามหาคำตอบมาเสนอไว้ในหนังสือชื่อ Stumbling on Happiness : Why the Future Won"t Feel the Way You Think It Will ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2006 และได้รับรางวัลหนังสือวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยม ประจำปี ค.ศ. 2007 ของสมาคมส่งเสริมการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ แห่งสหราชอาณาจักร หรือ The Royal Society Prize for Science Books ไปสดๆ ร้อนๆ เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา หนังสือขนาด 270 หน้าเล่มนี้ อธิบายรวมทั้งให้ข้อมูลและตัวอย่างเพื่อที่จะตอบคำถามว่า การคาดเดา หรือการจินตนาการที่มนุษย์เชื่อว่าจะนำความสุขมาให้พวกเขานั้น มักไม่เป็นดังที่คิดเพราะเหตุใด 


ในตอน 1 ผู้เขียนพูดถึงวิธีการคาดการณ์ (prospective) เขาเริ่มต้นด้วยคำถามที่จิตแพทย์ทุกคนต้องตอบเมื่อตอนเข้าเรียนใหม่ๆ นั่นคือ อะไรทำให้มนุษย์ต่างจากสัตว์ เขาเลือกตอบว่าความสามารถในการจินตนาการถึงอนาคตของมนุษย์ บางคนอาจแย้งว่ากระรอกซึ่งเก็บสะสมอาหารไว้สำหรับฤดูหนาวก็มีความสามารถในการคิดถึงอนาคตเช่นกัน หาไม่แล้วมันเก็บอาหารไว้ในฤดูหนาวได้อย่างไร ผู้เขียนอธิบายว่า พฤติกรรมการเก็บอาหารไว้ใน ฤดูหนาวของกระรอกนั้นเกิดจากโปรแกรม ที่ถูกตั้งไว้แล้วในสมองของมัน เมื่อกลางวัน สั้นลงและปริมาณแสงแดดลดลง โปรแกรมนั้นก็จะทำงานส่งผลให้กระรอกเริ่มเก็บสะสมอาหาร หาใช่เพราะกระรอกคิดถึงอนาคตเหมือนที่มนุษย์คิดถึงอนาคตแต่อย่างใดไม่ 

วิธีการทำนายของสมองแบ่งออกเป็น 2 ระดับนั่นคือ 

1) สมองจะใช้ข้อมูลที่ถูกบันทึกหรือรับรู้มาก่อนในอดีตร่วมกับข้อมูลในปัจจุบันทำนายอนาคตโดยอัตโนมัติเพราะสมองจะรับรู้ว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่หนึ่งขึ้น ย่อมต้องเกิดเหตุการณ์ที่สองตามมาอย่างแน่นอน เช่น การที่สัตว์สามารถหลบเลี่ยงเสาที่มีประจุไฟฟ้า การทำนายระดับนี้ของสมองแทบจะไม่ต้องใช้ความสามารถใดๆ ในการทำนายเลย หรือแทบจะไม่ต้องใช้สมองเลยก็ว่าได้ และความสามารถระดับนี้ก็ไม่ได้มีเฉพาะมนุษย์เท่านั้น ลิงก็มีความสามารถนี้ด้วย 

2) ทำนายถึงสิ่งที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในอดีตและไม่มีในปัจจุบัน การคาดการณ์หรือการวางแผนถึงอนาคตชนิดนี้ เกิดขึ้นได้เฉพาะกับมนุษย์ผู้ใหญ่ที่มีบริเวณสมองส่วนหน้าเท่านั้น ที่ทราบเช่นนี้เพราะมนุษย์ที่ถูกนำสมองส่วนนี้ออกจะมีความคิดหมุนเวียนอยู่แต่ในปัจจุบัน ไม่สามารถคาดการณ์ถึงอนาคตหรือวางแผนได้ จึงไม่มีความเครียดและความวิตกกังวล สมองส่วนนี้เป็นส่วนที่มีวิวัฒนาการช้าที่สุดและเป็นสมองที่ทำหน้าที่เหมือนพาหนะของเวลา (time machine) ที่นำพามนุษย์ไปสู่อนาคต 

การที่มนุษย์ชอบคิดถึงอนาคตเป็นเพราะการคาดการณ์หรือการเตรียมการสามารถทำให้พวกเขามีความสุข ลดความทุกข์ และสามารถรับมือกับสิ่งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นได้ ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขายังเกิดมาพร้อมกับสัญชาตญาณที่อยากควบคุม อยากมีโอกาสเลือก และอยากคาดการณ์ถูก ผู้เขียนยกผลการศึกษาที่ทำกับ ผู้พักอาศัยในบ้านพักคนชรา 2 กลุ่ม มาเป็นตัวอย่าง กลุ่มแรก คนชราจะเป็นผู้กำหนดเวลาให้นักศึกษามาเยี่ยมเยียน กลุ่มที่ 2 นักศึกษาเป็นผู้กำหนดเวลามาพบคนชรา หลังทำการศึกษา 6 เดือน ก็พบว่าคนชรากลุ่มแรกมีสุขภาพดีกว่าและเสียชีวิตน้อยกว่า เพราะคนกลุ่มนี้รู้สึกว่าเป็นผู้ควบคุมและเป็นฝ่ายเลือกจึงมีความสุขมากกว่า แต่เมื่อนักศึกษาหยุดไปเยี่ยมเยียนคนชราทั้งสองกลุ่ม ผลกลับกลายเป็นว่าคนชรากลุ่มแรกมีสุขภาพแย่ลงมากกว่าและเสียชีวิตมากกว่า เพราะคนกลุ่มนี้จะ รู้สึกสูญเสียการควบคุมมากกว่าคนกลุ่มหลัง ความต้องการควบคุม หรือกำหนดชะตาตนเอง ทรงพลังอย่างยิ่ง จึงเป็นรางวัล ในตัวของมันเอง

by: satastar : ( aRTgazinE artist )

ในตอน 2 ผู้เขียนอธิบายถึงการรับรู้ด้วยตนเอง (subjectivity) อารมณ์ความสุข เป็นประสบการณ์ซึ่งต้องรับรู้ด้วยตัวเอง และเป็นเรื่องซับซ้อนและมีหลายมิติ จึงยากที่จะอธิบายหรือถ่ายทอดให้แก่กัน ผู้เขียนยกวิธีการอธิบายสีเหลืองให้มนุษย์ต่างดาวมาเป็นตัวอย่าง มนุษย์อาจต้องเริ่มต้นด้วยการชี้ไป ที่มัสตาดและมะนาวฝรั่งที่มีสีเหลือง แล้วอธิบายให้มนุษย์ต่างดาวรับรู้ว่า สิ่งที่เห็นเหมือนกันในสองสิ่งนี้คือสีเหลือง มนุษย์ต่างดาวอาจไม่เข้าใจ มนุษย์อาจพยายามอธิบายเพิ่มเติมว่า สีเหลืองจะคล้ายสีส้มแต่มีความแดงน้อยกว่า มนุษย์ต่างดาวก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่ดี นั่นหมายความว่า การรับรู้ด้วยตัวเองไม่สามารถสอนสั่งหรืออธิบายให้กันฟังได้ 

เมื่อความสุขเป็นสิ่งที่ต้องรับรู้ด้วยตัวเอง และคนแต่ละคนจะมีความสามารถในการรับรู้ที่แตกต่างกันและมีมาตรวัดที่ต่างกัน ความสุขจึงไม่น่าที่จะศึกษาอย่างวิทยาศาสตร์ได้ แต่หากมนุษย์สามารถยอมรับเงื่อนไข 3 ข้อ นั่นคือ 1) เครื่องวัดไม่จำเป็นต้องเที่ยงตรง 2) มาตรวัดไม่จำเป็นต้องถูกต้องและ 3) เมื่อสิ่งเล็กๆ ประกอบกันเป็นสิ่งใหญ่ จะมีคุณสมบัติหรือคุณลักษณะเปลี่ยนไปการศึกษาความสุขอย่างวิทยาศาสตร์จึงน่าที่จะเป็นไปได้ 

อย่างไรก็ดีนอกจากเงื่อนไขสามข้อแล้ว มนุษย์ยังคงต้องมีเครื่องมืออื่นๆ ในการศึกษาความสุขอีกนั่นคือ ภาษา ภาษาจะทำให้มนุษย์สามารถที่จะจดจำคุณลักษณะที่สำคัญของประสบการณ์ และดึงเอาความทรงจำเหล่านั้นมาวิเคราะห์แล้วสรุปเพื่อถ่ายทอดให้กับผู้อื่น แต่มนุษย์ยังมีข้อจำกัดอื่นอีกนั่นคือ ความทรงจำ 

ความทรงจำของมนุษย์ไม่สามารถจดจำทุกอิริยาบถของประสบการณ์ได้ พวกเขาจึงจำเป็นต้องลดทอนความทรงจำให้เหลือเพียงคำคำหนึ่ง หรือให้นิยามกับประสบการณ์นั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร หรือรู้สึกอย่างไรกับประสบการณ์นั้นๆ เช่น มีความสุข การที่มนุษย์ลดทอนให้เหลือเพียงคำคำเดียวนั้น ไม่ใช่เป็นเพราะเขาคิดว่าอะไรดี อะไรไม่ดี หากเป็นเพราะพวกเขามีความสามารถจำกัดในการจดจำ พวกเขาจึงเลือกจดจำเฉพาะส่วนที่เขาคิดว่าสำคัญและอยากจดจำเท่านั้น รายละเอียดอื่นๆ จึงถูกละไป 

นอกจากนี้คนแต่ละคนยังให้ความหมายและระดับของสิ่งต่างๆ แตกต่างกัน เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน ฉะนั้นความสุขในความหมายของแต่ละคนจึงมาจากมุมมองของตนเองที่ผ่านประสบการณ์ด้วยเนื้อหา เลนส์ และพื้นฐานที่แตกต่างกัน จึงยุ่งยากในการอธิบาย 

ในตอน 3 ผู้เขียนพูดถึงการมองสิ่งต่างๆ ตามความเป็นจริง (realism) โดยทั่วไปแล้ว มนุษย์ดำรงชีวิตอยู่ทุกๆ วันด้วยการคาดการณ์ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในอนาคต แต่มนุษย์มักคาดการณ์ผิดเสมอ การคาดการณ์ผิดๆ ของมนุษย์มาจาก 

1) การรับรู้ที่ผิดพลาดในปัจจุบัน การที่มนุษย์จดจำเรื่องราวเป็นกลุ่มและประสาทสัมผัสของพวกเขา ไม่สามารถที่จะเก็บรายละเอียดของข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์ ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถจดจำรายละเอียดได้ทั้งหมด เช่น บางครั้งภาพที่มนุษย์เห็นไปตกอยู่ในตำแหน่งมืดบอด (blind spot) ซึ่งไม่มีประสาทรับรู้ของการมอง ทำให้สมองต้องทำการคาดเดาว่าอะไรตั้งอยู่ตรงไหนแล้วทำการบันทึกไว้ นอกจากนี้การรับรู้ของมนุษย์นั้นก็มิได้มาจากการมองเห็นทางสรีรวิทยาเพียงอย่างเดียว แต่ยังร่วมกับขบวนการทางจิตวิทยาและขบวนการคิดเป็นการรับรู้ที่แท้จริง การจินตนาการของมนุษย์จึงอาจเกิดขึ้นบนจุดบอดของจิตใจได้เช่นกัน ส่งผลให้พวกเขาจินตนาการอนาคตผิดๆ 

2) ความทรงจำที่ผิดพลาดในอดีต การที่สมองของมนุษย์ไม่สามารถจดจำ รายละเอียดทุกอย่างย่อมมีข้อมูลบางอย่าง ถูกละทิ้ง ความไม่สามารถในการบอกสิ่งที่ไม่มีจึงเป็นที่มาของการตัดสินใจผิด เพราะพวกเขาไม่สามารถเลือกสิ่งที่ตนเองไม่รู้จักได้ 

by: plumtoughmark : ( aRTgazinE artist )

ในตอน 4 ผู้เขียนพูดถึงการคิดถึงแต่เฉพาะเรื่องในปัจจุบัน (presentism) ในขณะที่มนุษย์จินตนาการ พวกเขาต้องนำเอาข้อมูลที่ฝังอยู่ในส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ ในสมองออกมา เช่นเมื่อมนุษย์ถูกถามถึงความยาวของขา นกเพนกวิน ข้อมูลเกี่ยวกับนกเพนกวินจะถูก ดึงจากสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น ทำให้พวกเขาเห็นภาพนกเพนกวินในจินตนาการ หรือตาในสมอง นั่นหมายความว่า มนุษย์จะ ไม่สามารถจินตนาการเกินกว่าความเป็นจริงในปัจจุบัน เพราะพวกเขาต้องยืมเครื่องมือที่เรียกว่าการรับรู้ซึ่งอยู่ในแหล่งเดียวกัน มนุษย์จึงไม่สามารถที่จะจินตนาการถึงนกเพนกวินในขณะที่ตาของพวกเขามองเห็นนกกระจอกเทศอยู่ 

ยิ่งไปกว่านั้น มนุษย์ไม่สามารถจินตนาการบนความหลากหลายของเวลาได้ พวกเขา จึงต้องจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในปัจจุบันก่อน แล้วจึงค่อยคิดต่อไปว่า เวลาที่เหตุการณ์นั้นจะเกิดขึ้นเป็นเวลาใดอนาคต พวกเขาจึงจินตนาการได้เพียงแค่ใครทำอะไรที่ไหน แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าเมื่อไร การที่มนุษย์ต้องคิดถึงแต่เฉพาะเรื่องในปัจจุบันเมื่อพวกเขาต้องจินตนาการจึงกลายเป็นข้อจำกัด ที่ส่งผลให้พวกเขาตัดสินใจผิดเกี่ยวกับอนาคต ที่เป็นเช่นนี้เพราะแทนที่พวกเขาจะพิจารณาเปรียบเทียบกัน แต่เรื่องอนาคตโดยไม่ใช้ความรู้สึกในปัจจุบันเป็นตัวเปรียบเทียบตัดสิน พวกเขากลับต้องเปรียบเทียบปัจจุบันกับอดีตแทนที่จะเปรียบเทียบกับสิ่งที่อาจเป็นไปได้ในอนาคต นี่คือเหตุผลที่มนุษย์มักชอบสิ่งของชิ้นใหม่เพียงชั่วคราวแล้วหยุดชอบมันหลังได้มันมาระยะหนึ่ง เช่น เมื่อผู้คนจะซื้อแว่นตาใหม่ พวกเขาจะเปรียบเทียบแว่นใหม่นี้กับแว่นเก่าที่พวกเขามี แต่เมื่อพวกเขาใส่แว่นนี้สักระยะหนึ่ง พวกเขาจะหยุดเปรียบเทียบมันกับของเก่าที่เคยมี 

ในตอน 5 ผู้เขียนพูดถึงวิธีการหาเหตุผลให้ตัวเองหรือการหาทางออก เป็นที่ทราบกันดีว่า ผลงานทางวิทยาศาสตร์จะน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อ นักวิจัยใช้เทคนิคที่ดีในการวิจัยและหาข้อสรุปไม่ว่าผลที่ได้มานั้น จะตรงกับสิ่งที่พวกเขาอยากให้เป็นหรือไม่ก็ตาม แต่ผลงานทางวิทยาศาสตร์จะขาดความน่าเชื่อถือ หากนักวิจัยใช้เทคนิคที่ทำให้ผลลัพธ์เป็นไปอย่างที่พวกเขาต้องการให้เกิดขึ้น ไม่ว่าเทคนิคนั้นจะถูกต้องหรือไม่ก็ตาม 

ฉะนั้นความคิดของมนุษย์จะน่าเชื่อถือก็ต่อเมื่อความคิดของพวกเขามีฐานแบบนักวิจัยที่ดี แต่ความจริงจากการศึกษากลับพบว่าขณะที่มนุษย์เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ความจริงในเรื่องเกี่ยวกับตัวเอง พวกเขาจะจดจำหรือสนใจแต่สิ่งที่ตรงกับความคิดของตนเท่านั้น นั่นหมายความว่าความคิดของมนุษย์มักเป็นแบบนักวิจัยที่ไม่ดีซึ่งตรงกับหลักฐานทางสรีรวิทยา คือ ตาและสมองจะมีสัญญาต่อกันโดยที่สมองจะเชื่อในสิ่งที่ตามองเห็น และตาจะพยายามมองเฉพาะสิ่งที่สมองต้องการให้เห็นเพื่อเป็นการยืนยันในความถูกต้องของกันและกัน 

เมื่อธรรมชาติของมนุษย์เป็นเช่นนี้ ในขั้นตอนของการเก็บข้อมูลและตีความนั้น มนุษย์ จึงมักนำความจริงที่ได้รับมาปรุงแต่ง ให้เข้ากับความเชื่อของตัวเอง ซึ่งก็คือกลไกการป้องกันทางจิตหรือภูมิคุ้มกันทางจิตนั่นเอง นี่คือเหตุผลที่เมื่อใดมนุษย์ไม่มีความสุข ระบบภูมิคุ้มกันจะปรุงแต่งความจริงนั้นใหม่แล้วเปลี่ยนให้เป็น มุมมองที่ดีขึ้น หรือแม้แต่ประสบการณ์ที่ เลวร้ายหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ ภูมิคุ้มกันทางจิตจะทำงานเพื่อให้พวกเขาเกิดมุมมองที่เป็นบวก ทั้งหมดนี้เป็นวิธีการหาทางออกหรือวิธีการหาเหตุผลให้ตนเองของมนุษย์นั่นเอง 

ในตอน 6 ผู้เขียนพูดถึงความเป็นไปได้ ในการแก้ปัญหา (corrigibility) เขาเริ่มต้นด้วยการเล่าถึงวิธีการฝึกให้เด็กหัดเข้าห้องน้ำ หลังจากที่ผู้ใหญ่ใช้ความพยายามในการช่วยฝึกและเด็กได้ปฏิบัติอยู่ชั่วระยะหนึ่ง เด็กทุกคนก็จะเข้าห้องน้ำเองเป็น นั่นหมายความว่าการฝึกหัดและการฝึกตามคำสอนเป็นหนทางแห่งการเรียนรู้และน่าจะทำให้มนุษย์ทำผิดพลาดน้อยลง แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ 

การที่มนุษย์ทำผิดไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่สามารถจดจำได้ แต่เป็นเพราะความทรงจำ มิได้ทำหน้าที่อย่างนักเขียนที่ซื่อสัตย์ ซึ่งจะจดจารประสบการณ์ของผู้คนได้อย่างครบถ้วน ความทรงจำกลับทำหน้าที่อย่างบรรณาธิการที่ตัดต่อ และจดจำเฉพาะส่วนที่สำคัญของประสบการณ์ แล้วทำการเรียงร้อยเป็นเรื่องราวใหม่ทุกครั้งที่มนุษย์กลับไปอ่านมัน แม้ว่าบรรณาธิการ จะมีความเฉลียวฉลาดพอที่จะทราบว่า เรื่องราวใดมีความสำคัญและส่วนใดของเรื่องราวสามารถละทิ้งไปได้ แต่ความทรงจำยังมีความตลบตะแลงเล็กๆ น้อยๆ จึงเป็นสาเหตุให้บรรยายอดีตผิดไป เลยเป็นเหตุให้จินตนาการอนาคตผิดไปด้วย 

นอกจากนี้ มนุษย์มักคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จะเป็นเรื่องที่พวกเขาสามารถจดจำได้ง่าย แต่แท้ที่จริงแล้วเหตุการณ์ที่ผิดปกติต่างหากที่พวกเขาจดจำได้แม่นยำ ยิ่งไปกว่านั้นการที่มนุษย์มีแนวโน้ม ที่จะจดจำได้แต่ตอนจบของเรื่องราว และตีความไปตามนั้น อีกทั้งมักจดจำแต่ส่วนที่ดีที่สุดหรือแย่ที่สุด ในแต่ละประสบการณ์แทนที่จะจดจำเวลาส่วนใหญ่ของประสบการณ์นั้นๆ จึงเป็นเหตุ ที่ทำให้พวกเขาทำผิดซ้ำสอง เช่น ผู้คนมักจดจำประสบการณ์ของทิวทัศน์ที่งดงามน่าประทับใจได้ในวันหนึ่งของการพักร้อน แต่หลงลืมเรื่องอื่นๆ ไปเสีย พวกเขาเลยกลับ ไปยังที่นั่นอีกและพบกับประสบการณ์ความคับคั่งของผู้คนเช่นที่เคยประสบมาในปีก่อนๆ 

ความทรงจำเป็นกระบวนการของการสร้างใหม่จากข้อมูลทีละเล็กละน้อย แล้วกลายเป็นภาพขึ้นในจิตใจ ซึ่งจะผุดขึ้นมาเมื่อมนุษย์คิดถึงมัน สมองของมนุษย์จะใช้ทั้งข้อเท็จจริงและทฤษฎีมาใช้ในการคาดเดาสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และยังใช้ข้อมูลเดียวกันนี้ไปในการคาดเดาความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วในอดีตด้วย แต่ความรู้สึกในอดีตนี้กลับมิได้ถูกบันทึกไว้ให้พวกเขาจดจำ การที่สมองของมนุษย์ให้ความเชื่อถือทฤษฎี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีผิดๆ มากกว่าข้อเท็จจริงในการสร้างความทรงจำว่า พวกเขารู้สึกเช่นใดจึงเป็นเหตุให้มนุษย์ จดจำความรู้สึกของตนเองผิดไป 

อย่างไรก็ดีความก้าวหน้าในปัจจุบันทำให้ความรู้ต่างๆ สามารถถ่ายทอดได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว ความรู้มือสองเหล่านี้น่าจะมีส่วนทำให้มนุษย์คิดผิดน้อยลง เพราะพวกเขาน่าจะสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ และความผิดพลาดของผู้อื่น แต่ความจริงก็คือมนุษย์ยังคงคิดผิดอยู่เสมอเพราะพวกเขา มักยอมรับคำแนะนำที่ผิดๆ และเชื่อมันมาก เกินไป หรือได้ยินคำแนะนำที่ถูกต้องแต่ กลับปฏิเสธ ซ้ำร้ายพวกเขายังคิดว่าตนเองต่างจากคนอื่นทั้งๆ ที่ความเป็นจริงแล้ว พวกเขาก็เหมือนคนอื่นๆ ความคิดเช่นนี้ ส่งผลให้มนุษย์ไม่ยอมหยิบยืมความคิดของ ผู้อื่นมาช่วยในการจินตนาการ 

ผู้เขียนสรุปในตอนท้ายว่า ประสบการณ์ของมนุษย์สอนพวกเขาว่าความทรงจำเป็นเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์ การฝึกหัดและการถูกฝึกสอนอาจทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้หลายอย่าง แต่ยังไม่เพียงพอที่จะพาพวกเขาออกจากปัจจุบันเพื่อไปยังอนาคตได้ และที่สำคัญก็คือ แม้พวกเขาจะมีข้อมูลมากมายที่สามารถช่วยเหลือให้พวกเขาสามารถทำนายอนาคตได้อย่างถูกต้อง แต่พวกเขามักไม่ยอมรับว่าข้อมูลนั้นอยู่แค่เอื้อม 

(Staff photo illustration Georgia Bellas/Harvard News Office)

ข้อคิดเห็น - ผู้ที่จะเริ่มอ่านหนังสือเล่มนี้คงมีความคาดหวังว่า ผู้เขียนจะพูดเกี่ยวกับความสุขอย่างละเอียดลออตามชื่อของมัน แต่เมื่ออ่านไปเกือบตลอดเล่มกลับยังไม่พบ คำว่าความสุขเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่เป็นเช่นนี้เพราะผู้เขียนพยายามอธิบาย เกี่ยวกับเบื้องหลังของความสุขซึ่งเป็นนามธรรม ที่ยากแก่การให้คำจำกัดความแบบเฉพาะเจาะจงลงไปอยู่แล้ว ผ่านข้อมูล และทฤษฎีของศาสตร์หลายอย่าง เช่น จิตวิทยา ประสาทวิทยา สรีรวิทยา และเศรษฐศาสตร์ โดยยึดเอากระบวนการจินตนาการและการคาดเดา ของคนเราเป็นหลัก

แม้หนังสือจะมีเนื้อหาสาระที่น่าสนใจ และอ่านสนุกจนได้รับการแปลแล้วถึง 20 ภาษา ภายในเวลาเพียงปีเดียว ตั้งแต่เริ่มออกจำหน่าย อีกทั้งยังติดอันดับหนังสือขายดีในอเมริกามาเป็นเวลานานและเพิ่งได้รับรางวัลสำคัญในอังกฤษ แต่การอธิบายก็ยังคงยาก ที่จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจได้โดยง่ายอยู่ดี เนื้อหา น่าจะสรุปได้ง่ายๆ ว่า การที่เราทำสิ่งต่างๆ เพราะเราคาดเดาว่าการกระทำนั้นๆ จะนำความสุขมาให้ในวันข้างหน้า แต่ในเมื่อสมองของเราชอบจดจำและรับรู้มาผิดๆ เลยทำให้เราจินตนาการผิดพลาด เมื่อเป็นเช่นนี้ การที่เราคาดว่าเราจะได้รับความสุขจากการกระทำนั้นๆ เลยไม่เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ซ้ำร้ายเราอาจไม่ทราบเลยว่าอะไรคือความสุขและจะแสวงหามันมาได้อย่างไร ทั้งนี้ทั้งนั้น เพราะเราไม่รู้ซึ้งถึงแก่นแท้ว่าเราเป็นใคร





10:49

ตาที่สามแห่งปัญญา‏

อาหารสมอง
วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th มติชนรายสัปดาห์ ปีที่ 26 ฉบับที่ 1358

พระพุทธรูปหลายองค์โดยเฉพาะในปางพระโพธิสัตว์ต่างๆ ของนิกายมหายาน บนหน้าผากระหว่างตา จะมีรอยนูนกลมเป็นจุดขึ้นมา รูปเขียนก็จะมีจุดกลมนี้เช่นเดียวกัน จุดกลมนี้สัมพันธ์กับจุดกลม ที่มักเป็นสีแดงอยู่บนหน้าผากของผู้หญิงฮินดู ทั้งนี้ เพราะเป็นตัวแทนของ Third Eye หรือ "ตาที่สาม" เหมือนกัน

ในศาสนาฮินดูและศาสนาพุทธ "ตาที่สาม" นี้เป็นสัญลักษณ์ของ "ความสว่างไสวทางปัญญา" หรือบางทีเรียก Eye of Wisdom (ดวงตาแห่งปัญญา) เราเห็น "ตาที่สาม" นี้บนรูปปั้นพระศิวะ พระโพธิสัตว์ต่างๆ (เช่น เจ้าแม่กวนอิม) โดยเฉพาะบนหน้าผากคนที่นับว่าตนเป็นคนฮินดู
คำว่า "ฮินดู" (Hinduism) กินความหมายกว้างขวาง เพราะหมายถึงศาสนาในแง่มุมที่เกี่ยวกับ การปฏิบัติตามศาสนาที่หลากหลายมาก หมายถึงปรัชญาซึ่งมีกำเนิดจากถิ่นแคว้นที่ประเทศอินเดีย และประเทศใกล้เคียงตั้งอยู่ในปัจจุบัน ตลอดจนหมายถึงกลุ่มคนที่เชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของพระวิษณุ พระศิวะ ฯลฯ

ฮินดูเป็นศาสนาใหญ่อันดับสามของโลก มีผู้นับถือประมาณร้อยละ 80.5 ของประชากรอินเดีย 1.1 พันล้านคน (จึงมีประมาณ 890 ล้านคน ที่เหลืออีก210 ล้านคนอยู่นอกอินเดีย) และไม่มีองค์ศาสดาเช่นศาสนาอื่นๆ

อินเดียซึ่งเป็นต้นน้ำหลักของวัฒนธรรมไทย (มีชื่อคนไทยกี่คนที่มิได้มีที่มาจากวัฒนธรรมอินเดีย) มีคนหลากหลายศาสนา มีมุสลิมร้อยละ 16.2 (ประมาณ 180 ล้านคน ซึ่งเป็นประชากรมุสลิมในโลกที่ใหญ่เป็นที่สองรองจากอินโดนีเซีย) ซิกข์ (ร้อยละ 2) คริสเตียน (ร้อยละ 2.43) พุทธ (ร้อยละ 0.76) ที่เหลือเป็นศาสนาอื่นๆ

อินเดียประกอบด้วย 3 กลุ่มชาติพันธุ์คือ กลุ่ม Indo-Aryan (ผิวขาวหรือน้ำตาล) มีจำนวนร้อยละ 72 ของประชากรทั้งประเทศ กลุ่ม Dravidian (ผิวดำแบบกลุ่มทมิฬของศรีลังกา) ร้อยละ 25 และกลุ่มมองโกลอยค์ (ผิวเหลืองแบบพวกเราๆ) ร้อยละ 3 ภาษาของอินเดียจึงมี 2 ตระกูลหลักแยกตามกลุ่มชาติพันธุ์ใหญ่ข้างต้น รัฐธรรมนูญอินเดียระบุ 23 ภาษาราชการ แต่ในความเป็นจริงแล้วภาษาที่มีคนใช้กันมากที่สุดคือฮินดี (Hindi) และอังกฤษ ถ้านับทุกภาษาท้องถิ่นใช้กันแล้ว อินเดียมีรวมกันทั้งหมดถึง 1,652 ภาษา

คำว่า India มาจากคำว่า Indus ซึ่งมีรากมาจากคำในภาษาเปอร์เซียเก่า (เปอร์เซียก็คืออิหร่านในปัจจุบัน) ว่า Hindu ซึ่งมาจากคำว่า Sindhu (สินธู) ในภาษาสันสกฤตอีกต่อหนึ่ง คนอินเดียเรียกชื่อประเทศตนเองกันในอีกชื่อหนึ่ง คือ Bharat (ภารตะ) เหมือนคนไทยเรียกอีกชื่อหนึ่งของประเทศไทยว่าเมืองไทย

การเรียกชื่อแบบนี้ทำให้สับสนเหมือน Don Muaeng International Airport (สนามบินดอนเมืองในชื่อเก่า) กับ Bangkok International Airport (สนามบินกรุงเทพชื่อใหม่) จนบางคนโดนตุ๋นรับตั๋วเครื่องบินฟรีซึ่งบินระหว่างสนามบินดอนเมือง และสนามบินกรุงเทพ

(ระวังให้ดีก็แล้วกันจะมีกรณีของสนามบินหนองงูเห่ากับสนามบินสุวรรณภูมิ)

ขอกลับมาเรื่อง "ตาที่สามต่อ" จุดกลมบนหน้าผากระหว่างตาสองข้างนี้มีชื่อเรียกว่า Tilaka หรือ Tilak หรือ Tilakam หรือ Bindi

หญิงฮินดูที่แต่งงานแล้วมีจุดสีแดงหรือส้มออกแดงเข้มที่ตำแหน่งซึ่งถือว่า เป็นจุดรวมพลังของร่างกาย และจิตวิญญาณนี้มานานนับพันๆ ปีเพื่อแสดงความเป็นฮินดูโดยถือว่าเป็นตาแห่งจิตวิญญาณ (spiritual eye) ตามความเชื่อในศาสนา

นอกจากนี้ Tilaka ยังเป็นตัวแทนแห่งความโชคดีมั่งมีศรีสุขและเป็นการป้องกันภูตผีปีศาจอีกด้วยทั้งๆ ที่ในเบื้องต้นเป็น "ตาแห่งปัญญา" แต่ต่อมาก็กลายเป็นอย่างอื่นเฉกเช่นเดียวกับสังคมไทย (การเจิมหน้าคู่บ่าวสาว น่าจะสัมพันธ์กับประเพณีนี้ของฮินดู แต่เราเจิมกัน 3 จุด เข้าใจว่าเพื่อแทนพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เรียกว่าตีกันยุ่งไปอีกระดับ)

สีที่ทำให้เป็นจุดกลมนั้นบ้างก็ใช้เถ้าถ่านผสมน้ำ บ้างก็ใช้ไม้หอมป่น บ้างก็ใช้ผงแป้งสีแดงที่เรียกว่า sindoor บ้างก็ผสมเลือดลงไปด้วย ในพิธีแต่งงาน ฝ่ายชายก็มีการแต้มสีบนหน้าผากเช่นกัน บ้างก็ลากเป็นเส้น 3 เส้นขนานกัน บ้างก็ 2 เส้นตั้งฉาก บ้างก็เป็นรูปตัวยู (พวกเชียร์ฟุตบอลโดยเพ้นท์สีธงชาติ หรือทีมของตนเองลงบนหน้า อาจเลียนแบบจากประเพณีนี้ก็เป็นได้)

ในรัฐทางใต้ของอินเดีย เช่น Tamil Nanu, Kerala ผู้หญิงฮินดูแต่งงานแล้วเลือกที่จะแต้ม Tilaka หรือไม่ก็ได้ แต่ในส่วนอื่นๆ ของอินเดีย หญิงแต่งงานแล้วต้องแต้ม Tilaka จุดแต้มนี้เป็นเครื่องหมายแห่งการมีคู่แล้ว และเป็นตัวบ่งชี้อย่างหนึ่งของฐานะทางสังคมของเธอ (ในอินเดียหญิงต้องจ่ายสินสอดเพื่อให้ได้สามี การไม่มีเงินเป็นสินสอดจนหาสามีไม่ได้จึงเป็นความน่าละอายของพ่อแม่ฝ่ายหญิง)

Tilaka ของหญิงฮินดูแต่งงานแล้วถือกันด้วยว่าเป็นสัญลักษณ์เตือนใจให้นึกถึงคำปฏิญาณ เมื่อตอนแต่งงานว่า จะต้องซื่อสัตย์ต่อสามี

นอกจากจุดแต้มนี้จะเรียกว่า Tilaka แล้ว ยังนิยมเรียกกันในชื่อ Bindi อีกด้วย โลกตะวันตกรู้จักในชื่อนี้ดีกว่าชื่ออื่น โดยเฉพาะในปัจจุบันเมื่อหญิงอินเดียจำนวนมากไม่ว่าแต่งงานแล้วหรือไม่ก็ตามและหญิงตะวันตกบางกลุ่มนิยม Tilaka หรือ Bindi เป็นการประดับความงาม

Bindi ปัจจุบันมีหลากสี หลายรูปแบบดีไซน์ มีทั้งจุดกลม รูปหัวใจ สามเหลี่ยม ฝังด้วยเพชรนิลจินดา หญิงฮินดูหรือไม่ก็ตามในอินเดีย นิยม Bindi กันไปทั่ว ในทุกชั้นและอายุ ไม่มีข้อจำกัดว่าต้องเป็นสีแดง หรือรูปร่างหรือขนาดอีกต่อไป เรียกว่าหากคนฮินดูเมื่อหลายร้อยปีก่อนฟื้นขึ้นมาเห็นคงสลบด้วยความมึนงงเป็นแน่ คำว่า Bindi ในปัจจุบันจึงมีความหมายเอียงไปทางการเป็นจุดแต้มเพื่อความงามมากกว่าการเป็นตัวแทนของ "ตาที่สาม" ตามจุดประสงค์ดั้งเดิม

Bindi มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า Bindu ซึ่งหมายถึงว่าจุดหรือหยด บางพวกนิยมใช้ Bindi ชนิดที่เป็นกระดาษเทปแปะเอาเลย เพื่อความสะดวกไม่ต้องมัวปั้นความกลมของจุดบนหน้าผากอีกต่อไป

การเปลี่ยนความหมายของการเป็นสัญลักษณ์แห่ง "ความสว่างไสวทางปัญญา" "ดวงตาแห่งปัญญา" ของ Tilaka สู่ความโชคดี มั่งคั่ง ป้องกันภูตผีร้ายและสู่การเพิ่มความงาม เป็นวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ ของประเทศที่มีวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ และมีระบอบประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ถ้าเราจะเลือกแปลความหมายของ Tilaka ว่าคือ "ตาแห่งสำนึกของตนเอง" ที่ต้องมีอยู่เสมอก็คงจะดี เพราะเราอาจกระทำสิ่งชั่วร้ายโดยไม่มีใครเห็น แต่กระนั้นก็ยังมีผู้เห็นอยู่คนหนึ่งเสมอ นั่นก็คือตัวเราเอง
10:43

ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน


วาทะที่ได้ยินบ่อยๆ อย่าง 'เงินไม่มา การไม่เป็น' หรือ 'โกงไม่ว่า ขอให้ทำงาน' สะท้อนภาพปัญหาการฉ้อฉลหรือคอร์รัปชันที่กำลังจะกลายเป็นเรื่องปกติในสังคมไทย ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอย่างตอนนี้ โครงการ 'ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน' เกิดขึ้นเพื่อกระตุกสังคมให้มองเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว ชาธิป สุวรรณทอง มีรายงาน

'คอร์รัปชัน' ปัญหาหลักที่ถ่วงความเจริญของประเทศชาติมาช้านาน ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาใหญ่อันดับต้นๆ ของประเทศแต่ยังเป็นปัญหาเรื้อรังที่นำไปสู่ปัญหาอื่นๆ อีกมากมาย
ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน
ชาธิป สุวรรณทอง : รายงาน



จริงหรือ...ที่นักเล่นการเมืองและข้าราชการเท่านั้นที่ฉ้อโกงปล้นชาติ จริงหรือ...ที่ 'คอร์รัปชัน' กลายเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของสังคมไทย จริงหรือ...ที่ความฉ้อฉลเป็นส่วนหนึ่งของนิสัยคนไทย ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในขณะนี้อาจเป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับจะวิเคราะห์กันถึงรากเหง้าของปัญหาการฉ้อฉลโกงกินในเมืองไทย

โครงการ 'ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน' (Art of Corruption) โดยสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ สบร. สำนักนายกรัฐมนตรี จึงเกิดขึ้นเพื่อตีแผ่ ขุดคุ้ย วิเคราะห์รากเหง้าของคอร์รัปชันเพื่อปลุกจิตสำนึกของสังคมไทยให้เข้าใจและตระหนักถึงผลร้ายของการฉ้อโกงที่เป็นปัญหาเรื้อรังของสังคมไทยมาอย่างยาวนาน ถ่ายทอดผ่านกิจกรรมหลากหลายมิติ

"คอร์รัปชันมันมีกระบวนการ มีความสลับซับซ้อน ออกกฎหมายมาเอื้อต่อการคอร์รัปชัน เรียกได้ว่าคอร์รัปชันในเมืองไทยนี่ทำได้ถึงระดับงานศิลปะไปแล้ว ก็เลยเกิดโครงการ ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน ขึ้นมา เพื่อจะย้อนแย้งกับการคอร์รัปชันที่นับวันมันจะมีความซับซ้อนขึ้น แยบยลขึ้น คนที่ทำก็มีการหาข้อมูลทั้งเรื่องกฎหมาย เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ หลายอย่างๆ มาประกอบเพื่อให้กระบวนการตรวจสอบไปไม่ถึง เราก็มองว่ามันเหมือนการทำงานศิลปะที่มันมีความประณีตขึ้น ก็เลยตั้งประเด็นว่า Art of Corruption" ไพศาล ธีรพงศ์วิษณุพร ภัณฑารักษ์ของโครงการ 'ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน' กล่าว

เขาเล่าอีกว่า โครงการนี้เกิดจากการสนทนาปัญหาบ้านเมืองระหว่างศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ดร.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกวุฒิสภา มานิตย์ ศรีวานิชภูมิ และ วิชญ์ พิมกาญจนพงศ์ ศิลปินร่วมสมัย จนได้แนวคิดในการใช้ศิลปะในการนำเสนอประเด็นการคอร์รัปชันในสังคมไทยช่วงก่อนการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม และได้ข้อสรุปในการจัดเป็นโครงการที่ประกอบด้วยการเสวนา การทำสื่อวิจัยเพื่อรวบรวมองค์ความรู้และวิเคราะห์ปัญหาการคอร์รัปชัน รวมทั้งการนำเสนอประเด็นของการคอร์รัปชันผ่านผลงานศิลปะที่จัดแสดงในนิทรรศการอีกส่วนหนึ่ง เพื่อสำรวจรากเหง้าของการคอร์รัปชัน ศึกษาสภาพปัญหาในปัจจุบัน รวมถึงคาดการณ์อนาคตของสังคมไทยหากปัญหาการคอร์รัปชันยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

"คนไทยรู้สึกว่าการคอร์รัปชันเป็นวัฒนธรรมส่วนหนึ่งของสังคมไทยไปแล้ว ถ้าไปถามคนทั่วไปว่าอยากได้นายกฯ แบบไหนจะเริ่มมีการตอบว่าโกงไม่เป็นไรขอให้ทำงาน หรือแทนที่จะเลือกคนดีกลายเป็นว่าจำต้องเลือกคนที่เลวน้อยที่สุด โครงการนี้มุ่งหวังจะกระตุ้นให้สังคมเห็นว่าการคอร์รัปชันมีกระทบถึงทุกคนในสังคม และหวังจะกระตุ้นให้เกิดการตระหนักคิดได้บ้าง" ไพศาล สรุป

ขุดรากคอร์รัปชัน

ส่วนหนึ่งของโครงการเป็นการจัดการเสวนาในหัวข้อ 'สังคมไทยกับการคอร์รัปชัน' ซึ่งจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 17 พฤศจิกายน เพื่อมองลึกลงไปถึงกำเนิดและพัฒนาการของกระบวนการคอร์รัปชันในสังคมไทย

ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า การคอร์รัปชันมีมา 3-4 พันปีแล้ว โดยมีหลักฐานจากคัมภีร์ศาสนาโบราณที่เปรียบคอร์รัปชันเหมือน “น้ำผึ้งที่อยู่ตรงปลายลิ้น เราจะอดใจได้หรือที่จะไม่ตวัดเข้าปาก”

ประเด็นเรื่องคอร์รัปชันมีการต่อต้านกันอย่างรุนแรงในสมัยกรีกโบราณ ที่กรุงเอเธนส์ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยทางตรง ทุกคนมีอำนาจโดยตรงที่จะกำหนดเรื่องราวของบ้านเมืองโดยไม่ต้องมีตัวแทนหรือส.ส. ปรากฏว่ามีประเด็นร้องเรียนเรื่องมีคนเอาสมบัติของพลเมืองไปใช้ส่วนตัวมากมาย อาจจะมากกว่าปัจจุบันด้วยซ้ำ ขณะเดียวกัน การกล่าวหาว่าคอร์รัปชันก็เป็นอาวุธในการโจมตีคู่ต่อสู้ทางการเมืองด้วย

ในระบอบประชาธิปไตยเมื่อพูดถึงปัญหาคอร์รัปชันมักจะเน้นไปที่นักการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่โดยหลักการพื้นฐานผู้มีอำนาจทางการเมืองที่แท้จริงคือประชาชน ดังนั้น หากประชาชนไม่เป็น 'พลเมือง' ไม่มีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของสิ่งที่เป็นประโยชน์สาธารณะร่วมกัน ประชาชนฉ้อฉลตัวเองตั้งแต่ต้น นั่นคือไม่เหลืออะไรเลย

"แม้แต่ในระบบการศึกษาก็มีการฉ้อฉล เห็นได้จากโครงการปริญญาโทและปริญญาเอกภาคพิเศษของมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่อ้างว่าต้องหารายเลี้ยงตัวเอง มีการเก็บค่าเล่าเรียนแพงๆ ขณะที่การเรียนการสอนเป็นไปแบบ 'เรียนสนุก ลุกสบาย จ่ายครบ จบแน่' ขอให้จ่ายเงินก็ได้ปริญญาแน่ๆ" ดร.ไชยันต์ กล่าว

"คำถามว่าคอร์รัปชันมันอยู่ในสายเลือดคนไทยไปแล้วหรือ อันนี้เป็นคำที่สาหัสมาก ไม่ใช่หรอก ใครจะเป็นหมาตั้งแต่กำเนิด มันไม่ได้อยู่ในสายเลือดไม่ได้อยู่ในยีน เป็นเรื่องของการเรียนรู้และวิวัฒนาการ" อาจารย์แก้วสรร อติโพธิ เลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) เปิดประเด็นว่าด้วยการที่มาที่ไปของคอร์รัปชันในสังคมไทย

'ประชาชนที่ไม่ยอมเป็นพลเมือง' คือสิ่งที่ทำให้คอร์รัปชันเติบโตในสังคมไทย

"เวลาออกจากบ้านช่วยใส่หมวกพลเมืองกันบ้าง อย่าเป็นแต่ปัจเจก แต่ละคนอยู่ในบ้านสวย แต่พอออกนอกบ้านก็จะเจอถนนที่ไม่ซ่อม เจอศาลพระภูมิทิ้ง เจอเด็กไม่ได้รับการดูแลติดยาอยู่ใต้สะพาน ทั้งหมดนี้เกิดจากคอร์รัปชัน เริ่มตั้งแต่ประชาชนที่ไม่ยอมเป็นพลเมือง นี่คือชะตากรรมของทุกบ้านเมืองถ้าเราไม่สามารถประคองหรือตั้งหลักได้ แต่ถ้าประชาชนสามารถมีตัวตน เข้มแข็ง ไม่ใช่ก้อนกรวดแต่เป็นคอนกรีต วิกฤติไหนมาก็ไม่ต้องกลัว ฟื้นได้ เยอรมนีทำไมฟื้นได้ ญี่ปุ่นทำไมฟื้นได้ เกาหลีทำไมขึ้นมาได้ ไม่ใช่เพราะจูมง เพราะประชาชนพลเมืองต่างหาก หันมามองคิดอ่านว่าบ้านเมืองเป็นยังไง ตรงนี้เป็นจุดที่จะฝ่าวิกฤติไปได้"

ด้าน ประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ รองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน เสนอว่า กรณีฉ้อราษฎร์บังหลวงนั้นมีมานานในสังคมไทย ข้าราชการหลอกชาวบ้าน ผู้พิพากษาถูกไล่ออกมีมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันปัญหานี้มีมากขึ้น เห็นได้จากผลสำรวจขององค์กรเพื่อความโปร่งใสระหว่างประเทศ และดูจากข้อร้องเรียนที่มีไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตั้งแต่ปี 2542 ซึ่งเป็นปีแรกของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต จนถึงปัจจุบันมีเรื่องที่ร้องเรียนเกือบ 20,000 เรื่อง รวมถึงจากผลสำรวจในหัวข้อ 'ถ้ารัฐบาลมีคอร์รัปชัน คุณรับได้ไหม' ร้อยละ 51 ตอบว่ายอมรับได้ถ้าทำให้ชีวิตดีขึ้น

"กับประโยคที่ว่าอย่าไปพูดถึงประชาธิปไตย ตราบที่คนไทยท้องยังหิว มันหิวจริงรึเปล่า อินเดียคนเขาอดอยากกว่าเรามากทีเดียวแต่ประชาธิปไตยค่อนข้างเข้มแข็ง ยิ่งหิวยิ่งต้องออกมาเรียกร้องสิทธิของตนเอง ที่เขายังไม่ออกมาน่าจะเพราะเขายังกลัว ยังไม่กล้า การบังคับใช้ กฎหมายนอกจากกระบวนการยุติธรรมแล้วก็ ตัวเราเองนี่แหละ แต่มันเหนื่อย เท่านั้นเอง"

เขาเสนอด้วยว่า ระบบประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง ระบบประชาธิปไตยอีกความหมายหนึ่งคือการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม ทรัพยากรไม่ได้หมายถึงที่ดิน หรือเงิน แต่หมายถึง 'สิทธิและหน้าที่' ถ้ากระบวนการการเมืองสามารถจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรมได้นั่นคือประชาธิปไตยที่เหมาะสมที่สุด

เมื่อศิลปะปะทะคอร์รัปชัน

เมื่อพูดถึงศิลปะกับการคอร์รัปชัน 'การ์ตูนการเมือง' คือแนวหน้ากล้าตายของศิลปะที่ออกไปปะทะกับการเมืองเป็นอย่างแรกๆ ชัยวัฒน์ สุวัฒนรัตน์ หรือ 'กุ่ย' การ์ตูนนิสต์การเมืองประจำหนังสือพิมพ์คมชัดลึก เล่าว่า การ์ตูนการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ที่ภาพถ่ายไม่สามารถทำได้ เช่น การเพิ่มเติมองค์ประกอบของภาพบางอย่างเพื่อเน้นบุคลิกและพฤติกรรมของนักการเมืองแต่ละคน

"เนื้อข่าวคือความจริง ส่วนการ์ตูนการเมืองมันจะเหมือนกับเป็นทางออกของคนอ่านและก็คนทำข่าวด้วย บางทีก็รู้อยู่ว่ามันโกง สัญญาสารพัดแต่เบื้องหลังโกงกิน เราก็ใช้การ์ตูนเป็นทางออกของนักข่าว ใช้การ์ตูนในการเสียดสี ใช้การ์ตูนในการฟ้องผู้อ่าน อย่างกรณีนักการเมืองออกมาโวยเรื่องถูกตัดสิทธิ แต่สมัยฆ่าตัดตอนคุณเงียบเพราะตอนนั้นพรรคคุณทำ ข้อดีของการ์ตูนคือมันสามารถเล่าเรื่องย้อนหลังได้ด้วย เหมือนกับการฟ้องประชาชนว่านักการเมืองกำลังจะทำอะไร" ชัยวัฒน์ กล่าว

นอกเหนือจากการเสวนาปัญหาคอร์รัปชันแล้ว ในโครงการ 'ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน' ศิลปะหลากหลายสาขาจะได้โอกาสในการสะท้อนปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทย โดยมีการเชื้อเชิญศิลปินหลากสาขาหลายวัย มาสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนปัญหาเรื่องการฉ้อโกงและผลกระทบต่างๆ ที่สืบเนื่องจากกลไกการฉ้อโกงการโกงกินที่มีปรากฏอยู่ในสังคม ในรูปแบบนิทรรศการ 'ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน' ที่แสดงออกผ่านผลงานศิลปะจากศิลปินจำนวน 10 คนที่ได้รับการคัดเลือกเชื้อเชิญเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ขวัญสรวง อติโพธิ,กมล เผ่าสวัสดิ์, วสันต์ สิทธิเขตต์, มานิต ศรีวานิชภูมิ, อิ๋ง กาญจนะวณิชย์, สุธี คุณาวิชยานนท์, สาครินทร์ เครืออ่อน,วิชญ์ พิมพ์กาญจนพงศ์, พรทวีศักดิ์ ริมสกุล และพรรษา พุทธรักษา 



ผลงานที่จะปรากฏในนิทรรศการศิลปกรรม 'ศิลปะแห่งการคอร์รัปชัน' จะมุ่งเน้นไปที่การกระตุ้นเร้าอารมณ์ความรู้สึกของผู้ชมให้ร่วมตระหนักขบคิดถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากการฉ้อโกงทั้งหลาย โดยเฉพาะผลกระทบจากการฉ้อโกงที่รุนแรงที่สุดคือการทำให้เพื่อนมนุษย์ต้องสูญเสียชีวิต และสังคมถดถอย ไร้เสถียรภาพ

เนื้อหาของนิทรรศการจะมุ่งถ่ายทอดเนื้อหาที่ครอบคลุมถึง 3 ส่วนหลัก ได้แก่ 'สำรวจอดีต' ว่าด้วยความเป็นมาของรากเหง้าต้นกำเนิดการฉ้อฉลโกงกิน 'สะท้อนปัจจุบัน' ว่าด้วยสถานการณ์ความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อนเกินกว่าจินตนาการของประชาชนทั่วไปจะจับได้-ไล่ทัน และส่วนสุดท้าย 'มองอนาคต' เพื่อพินิจดูว่าสังคมไทยจะเป็นอย่างไรสืบไป หากสภาพสังคมยังคงอุดมไปด้วยการฉ้อโกงในทุกระดับ โดยจะถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ผ่านนิทรรศการศิลปกรรม พร้อมศิลปะการแสดงอื่นๆ ตลอดภายในงาน

"ตอนนี้เท่าที่ทราบอาจารย์กมล เผ่าสวัสดิ์ จะทำถ้วยรางวัลคอร์รัปชันดีเด่น มานิต ศรีวานิชภูมิ จะหยิบเหตุการณ์ที่จังหวัดระยองที่เด็กในหมู่บ้านได้รับผลจากการคอร์รัปชันมีการปล่อยน้ำเสียจากโรงงานทำให้เด็กเจ็บป่วยเป็นโรคผิวหนัง โรคทางเดินหายใจ เขาก็ทำเป็นบ้านสีดำ เอารูปเด็กติดในบ้านแล้วคนดูต้องใช้ไฟฉายส่องแทนความมืดมนของอนาคตเด็กและอนาคตของสังคมไทย ส่วนของสุธี คุณาวิชยานนท์ จะทำวอลล์เปเปอร์สะท้อนปัญหาคอร์รัปชัน" ไพศาล ธีรพงศ์วิษณุพร ภัณฑารักษ์ของโครงการ กล่าว

ขณะที่ ใบปิด/โปสเตอร์ เป็นศิลปะอีกแขนงที่จะมาร่วมสะท้อนปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการสื่อสารกับผู้ชมวงกว้างทั้งประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ-ภาคเอกชน ได้รับรู้ถึงพิษภัยของการฉ้อโกง โครงงานในส่วนนี้ได้เชื้อเชิญและมอบหมายให้นักออกแบบชั้นนำของไทยมาช่วยกันออกแบบใบปิด/โปสเตอร์ เพื่อใช้ในการเผยแพร่เนื้อหาโครงการครั้งนี้

ศิลปินที่มาร่วมออกแบบใบปิด/โปสเตอร์ ได้แก่ ศิวะ ศิริฤทธิชัย, อนุทิน วงศ์สรรคกร, เอกลักษณ์ เพียรพนาเวช, วิเชียร โต๋ว, กนกนุช ศิลปวิศวกุล, สันติ ลอรัชวี, สำเร็จ จารุอมรจิต และ บี อาส เฟรนด์ สตูดิโอ

โครงการนี้ ยังรวมไปถึงการสรุปบทเรียนในรูปแบบหนังสือ 'รู้เท่าทันการคอร์รัปชัน' เป็นเอกสารที่มุ่งรวบรวมเนื้อหาข้อมูล เพื่อมุ่งเน้นให้ความรู้ สร้างความเข้าใจกับประชาชนต่อเรื่องราวของการฉ้อโกง ที่อุบัติเกิดขึ้นในสังคมไทยยุคปัจจุบัน ซึ่งเต็มไปด้วยความสลับซับซ้อน ความฉลาดหลักแหลมแยบยล และความยอกย้อนซ่อนเงื่อนหลากหลายรูปแบบกลวิธี จนยากแก่การสะสางแก้ไข หรือปราบปรามทำลายให้หมดหายไปจากสังคมโดยง่ายดายได้ ซึ่งจะจัดพิมพ์จำนวน 1,000 เล่มเพื่อแจกจ่ายภายในงานนิทรรศการที่จะจัดขึ้น

นิทรรศการศิลปกรรมและโปสเตอร์จะจัดแสดง ณ ห้องโถงชั้นล่าง ภายในตัวอาคาร ทีพีไอ ทาวเวอร์ หัวมุมถนน นราธิวาสราชนครินทร์ ตัดกับถนนจันทร์ ตั้งแต่วันอังคารที่ 11 ธันวาคม 2550 ถึงวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2551 ระหว่างเวลา 10.30-19.30 น. โดยในวันเปิดงานจะมีการเสวนาว่าด้วยสื่อกับการคอร์รัปชันด้วย

เป็นอีกครั้งที่วงการศิลปะก้าวกระโดดออกจากโลกของจินตนาการสู่โลกของความเป็นจริง และขยับตัวร่วมมือกับองคาพยพอื่นๆ เพื่อผลักดันสังคมไทยไปสู่ภาวะที่ดีกว่า
10:41

รู้เขา รู้เรา...ผ่าน ′ก้นหอย′‏

ซุนวู บอกไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า...รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง...คำกล่าวที่ว่านี้ถือได้ว่าเป็นอมตะที่ยืนยงมาตั้งแต่สมัยก่อน คริสตกาล และยังคงทันสมัยที่สามารถหยิบยกมาใช้ได้กับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องของคน
ส่วนการที่จะรู้เขารู้เราให้ได้นั้น มีวิธีการอันหลากหลายที่ถูกคิดค้นขึ้น และหนึ่งในนั้นคือ การใช้ ′เส้นลายมือ′เป็นใบเบิกทาง

เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องงมงาย แต่กลับเป็นศาสตร์ที่ลึกซึ้งน่าค้นหาและน่าทึ่งเป็นอย่างยิ่งเมื่อการดูเรื่องราวของคนผ่านเส้นลายมือนั้น เป็นเรื่องที่สอดคล้องไปกับผลการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เป็นการค้นคว้าผ่านลายนิ้วมือที่เรียกกันว่า ′ก้นหอย′

มีการพบว่า ลายก้นหอยนี้จะพัฒนาไปพร้อม ๆ กับสมองตั้งแต่ที่ แม่ตั้งครรภ์ได้เพียง 13-21 สัปดาห์ และลายก้นหอยนี้จะคงที่อยู่คู่คนคนนั้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดชีวิต ก้นหอยจึงเป็นเสมือน ′พิมพ์เขียวมนุษย์′ที่ธรรมชาติเลือกที่จะประทับรหัสไว้บนลายนิ้วมือ

และรหัสจากธรรมชาตินี้จะสามารถบอกได้ถึงพรสวรรค์ ความถนัด ความสนใจ ความสามารถในการเรียนรู้ ไปจนถึงอารมณ์ ความอ่อนไหว ความคิด และความฉลาดในแต่ละเรื่องของคนคนนั้น เหล่านี้คือข้อมูลการค้นคว้าที่ ศ.ฮาโรลด์ คัมมินส์ ′บิดาแห่งศาสตร์ลายเส้นผิวหนัง′ ค้นพบ

การค้นพบนี้ได้ถูกพัฒนาจนกลายเป็น ′DA′ เทคโนโลยีวิเคราะห์สมองผ่านลายนิ้วมือ (Dermatoglyphics Analysis) เพื่อประเมินศักยภาพแฝงที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หรือเป็นการค้นหาพรสวรรค์ หรือความเป็นอัจฉริยะแต่ละด้านของแต่ละคน เพื่อเปิดทางและผลักดันส่งผลให้พรสวรรค์ เหล่านั้นแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มภาคภูมิ

เรียกว่าถ้ารู้เร็วตั้งแต่เยาว์วัยก็สามารถจะแก้ไขข้อบกพร่อง หรือวางเส้นทางที่ถูกที่เหมาะให้กับเด็กคนนั้นได้ หากพบในผู้ใหญ่ก็จะสามารถจัดวางตำแหน่งหน้าที่การงานได้อย่างถูกที่ถูกทางให้เป็นประโยชน์กับตัวเองและองค์กรนั้น ๆ

การค้นหานี้จะประเมินจาก ′ลวดลาย′ ก้นหอยบนนิ้วมือ ทั้ง 10 ที่จะแบ่งออกไปเป็น 3 แบบ คือ whorl (ก้นหอย) loop (มัดหวาย) และ arch (โค้ง) ที่แต่ละนิ้วแต่ละลาย จะบ่งบอกถึงความถนัดในแต่ละเรื่อง

นิ้วหัวแม่มือซ้าย จะบอกถึงมนุษยสัมพันธ์และการวางเป้าหมายในชีวิต แต่ถ้าเป็นด้านขวาก็จะเป็นเรื่องของการบริหารจัดการตัวเอง

นิ้วชี้ซ้าย จะบอกเรื่องจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ทางขวาจะเป็นเรื่องคิดวิเคราะห์ คำนวณ

นิ้วกลางซ้าย แสดงความรู้สึกผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย ชื่นชมในงานศิลปะส่วนทางขวาจะเป็นการเคลื่อนไหว ควบคุมร่างกาย

นิ้วนางซ้าย บ่งบอกถึง ความรู้สึกจากการฟัง การชื่นชมดนตรี ทางขวาบอกถึงทำความเข้าใจจากการฟัง การใช้ภาษา

นิ้วก้อย บ่งบอกถึงความรู้สึกจากการมอง หรือการชื่นชมในงานศิลปะ ด้านขวาจะเป็นเรื่องของการทำความเข้าใจจากการมอง การสังเกต

วิธีการนี้หลายประเทศได้นำมาพัฒนาจัดการบุคลากร ในหลาย ๆ ด้าน อย่างที่ ′รัสเซีย′ และ ′จีน′ มีการนำ DA มาใช้ในการคัดเลือกเด็ก 4 ขวบ ที่มีพรสวรรค์ทางด้านกีฬา เพื่อสร้างให้เด็กเหล่านี้ก้าวสู่ความเป็นเลิศในเฉพาะกีฬา ผลงานของ 2 ประเทศนี้จึงก้าวกระโดดจนกลายเป็นประเทศชั้นนำที่คว้าชัยในโอลิมปิกได้แทบทุกกีฬาได้อย่างรวดเร็ว

ที่ ′สิงคโปร์′ ใช้ DA มาเป็นส่วนช่วยในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว และช่วยพัฒนาบุคลากรหลาย ๆ ด้าน โดยสามารถแนะนำชีวิตคู่หรือมอบหมายงานได้อย่างถูก ที่ถูกทางแบบ Put The Right Man In The Right Job
สำหรับ ′ไต้หวัน′ ต้องบอกว่า เทคโนโลยีด้านนี้ก้าวหน้า สุด ๆ มีการนำ DA ไปเป็นตัวช่วยในเรื่องการเรียนการสอน มีโรงเรียนอนุบาลจำนวนไม่น้อยที่จะสแกนนิ้วมือเด็กก่อนเพื่อจะได้รู้ถึงศักยภาพเด็ก เป็นประโยชน์ต่อการจัดกลุ่มและหาวิธีการสอนให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน

และแล้วเวอร์ชั่นล่าสุดของเทคโนโลยีนี้ก็ได้ตกมาถึง ประเทศไทย โดย บริษัท อินบอร์น อินเทลลิเจนซ์ จำกัด ที่เชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะสามารถช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ตลอดจนครูอาจารย์สามารถเข้าใจและรับรู้ถึงตัวตน
ถึงปัญหาหรืออัจฉริยภาพที่แฝงอยู่ในตัว ซึ่งจะเป็น

ประโยชน์ ในการวางแผนการเรียนการสอน ทำให้เด็กมีทัศนคติต่อการเรียนดีขึ้น ลดปัญหาจากความไม่เข้าใจของเด็กได้ อีกทั้งสามารถวิเคราะห์ความคิดและพฤติกรรมของผู้ใหญ่ได้อีกด้วย

วิธีการนี้จะใช้เวลาเพียง 10-15 นาที ในการสแกนนิ้วด้านคอมพิวเตอร์ และนักวิเคราะห์ผู้เชี่ยวชาญสามารถทราบผล อย่างละเอียดได้ภายใน 3 วัน โดยผลที่ได้จะวิเคราะห์ลงลึก อย่างละเอียดทั้งไอคิวและอีคิว
เทคโนโลยีนี้จะอ่านค่าต่าง ๆ ผ่านลักษณะลายก้นหอยแต่ละนิ้ว มีการนับจำนวนเส้นลายนิ้วมือ เพื่อวิเคราะห์ความฉับไวของประสาทสัมผัส อารมณ์ ความรู้สึก สมรรถนะของกล้ามเนื้อ ความสามารถและรูปแบบในการเรียนรู้ทางด้าน ต่าง ๆ ทั้งยังวิเคราะห์ศักยภาพที่มีมาตั้งแต่เกิด ทั้งยังสามารถบ่งบอกลักษณะบุคลิกภาพ อาชีพการงานที่เหมาะสม รวมไปถึงข้อควรระวัง และข้อเสนอแนะในการเสริม ในจุดที่ขาด เป็นการเติมเต็มศักยภาพให้กับบุคคลนั้น ๆ

ส่วนราคาการรู้ศักยภาพแฝงนี้วางไว้ที่ 7,500 บาท นี่เป็นหนทางการรบให้ชนะทั้งร้อยครั้ง ด้วยการรู้เขา รู้เรา ได้อย่างครบถ้วนกระบวนความ


10:39

ทฤษฎีความโกลาหล‏

ทัศนะ : ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ ทีดีอาร์ไอ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2546
ปัจจุบันในเรื่องของ "ทฤษฎีความโกลาหล" หรือ Chaos Theory จะไม่ใช่แนวความคิดใหม่อะไรอีกต่อไปแล้ว ก็ยังดูเหมือนว่า มีผู้เข้าใจมัน น้อยเหลือเกิน จากการที่ได้ฟังคนพูด หรือเขียนเรื่องนี้ อย่างค่อนข้างคลาดเคลื่อนกันมาก ไปถึงขั้น "เลอะเทอะ" ผมหวังว่า บทความนี้ จะช่วยให้เกิดความเข้าใจ ต่อทฤษฎีโกลาหลถูกต้องมากขึ้นก่อนจะพูดถึง "ทฤษฎีความโกลาหล" เราคงต้องอธิบายกันเสียก่อนว่า "ความโกลาหล" หรือ Chaos คืออะไร? เพราะจุดนี้คือจุดที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดมากที่สุด บางคนเข้าใจว่า "ความโกลาหล คือ หนทางไปสู่ความพินาศ" บางคนก็คิดว่า "สิ่งที่โกลาหลคือสิ่งที่ไม่สามารถทำนายได้ เพราะแม้แต่ที่จะเข้าใจมันก็เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เสียแล้ว" ซึ่งคล้ายกับความเข้าใจของคนอีกไม่น้อยที่ว่า "ทฤษฎีความโกลาหลต้องการบอกว่า ธรรมชาติมีแต่ความไร้ระเบียบ"
บางคนก็อ้างทฤษฎีความโกลาหลพยากรณ์เรื่องต่างๆ ไปถึงขั้นที่กล่าวว่า "ทฤษฎีความโกลาหลพยากรณ์ว่า โครงการ X ไม่มีทางทำได้สำเร็จ" โดยที่โครงการ X เป็นอะไรได้สารพัดตั้งแต่ โครงการจูราสิคปาร์ก ไปจนถึงการปฏิรูปทางการเมืองไทย เป็นต้น
แท้ที่จริงแล้ว "ความโกลาหล" ในทฤษฎีความโกลาหล ก็คือ ปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนว่า เกิดขึ้นอย่างสะเปะสะปะ แต่ที่จริงแล้วแฝงไปด้วยความเป็นระเบียบ ตัวอย่างของระบบที่แสดงความโกลาหลง่ายๆ ระบบหนึ่งคือ เครื่องสร้างเลขสุ่มเทียมในเครื่องคอมพิวเตอร์ นั้นเอง ใครที่เคยใช้คอมพิวเตอร์ในงานจำลองสถานการณ์จริง
คำถามที่ว่า ศึกษาทฤษฎีความโกลาหลไปแล้ว จะได้ประโยชน์อะไร สามารถตอบได้ว่า ทฤษฎีความโกลาหลมีประโยชน์อย่างน้อยใน 3 ทางด้วยกัน คือ ใช้ในการวิเคราะห์ระบบและทำนายอนาคต ใช้ในการสร้างระบบโกลาหล และใช้ในการควบคุม-สร้างความเสถียรให้กับระบบ ดังสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้
1) ใช้ในการวิเคราะห์ระบบและทำนายอนาคต แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำนายอนาคตของระบบโกลาหลในระยะยาวได้ เราก็ยังมีโอกาสทำนายอนาคตของมันในระยะสั้นได้ หากเราสามารถหาโมเดลที่อธิบายพฤติกรรมของระบบนั้น และทราบสภาวะตั้งต้นอย่างแม่นยำพอสมควร
ในปัจจุบัน การวิจัยเพื่อทำนายอนุกรมตามลำดับเวลา (time-series data) ด้วยแนวคิดของทฤษฎีความโกลาหล กำลังดำเนินไปอย่างแข่งขัน และมีการจัดการแข่งขันทุกปี ที่สถาบันวิจัยแห่ง ซานตาเฟ ในสหรัฐอเมริกา ตัวอย่างของการประยุกต์ในแนวนี้ได้แก่ การทำนายความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในแต่ละวันของบริษัทไฟฟ้า (ซึ่งประยุกต์ใช้จริงที่ บริษัทไฟฟ้าคันไซในญี่ปุ่น) หรือปริมาณความต้องการใช้น้ำในแต่ละวัน (ซึ่งประยุกต์ใช้จริงที่บริษัทเมเดนฉะในญี่ปุ่น) ตลอดจนการพยากรณ์อากาศ ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้หนึ่ง ที่ทำให้เกิดศาสตร์แห่งความโกลาหลเองด้วย เป็นต้น
ส่วนการทำนายที่เราจะไม่ได้ยินข่าวความสำเร็จเลยก็คือ การทำนายทางการเงินเช่นราคาหลักทรัพย์หรือ อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เพราะถึงสำเร็จมันก็จะเป็นความลับตลอดกาล
2) ใช้ในการสร้างระบบโกลาหล ผู้อ่านอาจรู้สึกแปลกใจว่า อยู่ดีๆ ทำไมเราต้องสร้างระบบโกลาหลขึ้นมาด้วย คำตอบก็คือ มีผู้เชื่อว่า "ในธรรมชาติ ความโกลาหลเป็นสิ่งสากลมากกว่าและดีกว่าระเบียบแบบง่ายๆ" เช่น สมัยหนึ่งเราเคยเชื่อว่า อุณหภูมิที่เหมาะสมสำหรับมนุษย์ คืออุณหภูมิคงที่
อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองบางชิ้นทำให้ทราบว่า อุณหภูมิที่มนุษย์รู้สึกสบายตัวกว่า คือ อุณหภูมิที่เปลี่ยนไปมา อย่างโกลาหล รอบจุดๆ หนึ่ง แนวคิดนี้ได้นำมาสู่การสร้างเครื่องทำความร้อนของบริษัท ซันโย ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านชนิดแรกที่ใช้ทฤษฎีความโกลาหล (หลังจากที่ "ทฤษฎีความกำกวม" - fuzzy theory เคยถูกประยุกต์ใช้มาแล้วในเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิด)
นอกจากนี้ บริษัท มัทสึชิตะ ยังใช้ทฤษฎีโกลาหลควบคุมหัวฉีดของเครื่องล้างจาน ซึ่งพบว่าสามารถล้างจานได้สะอาด โดยประหยัดน้ำได้กว่าเครื่องล้างจานแบบอื่นๆ ทั้งนี้เพราะเส้นทางการเคลื่อนที่ของหัวฉีดที่ดูเหมือนไร้ระเบียบ ทำให้ครอบคลุมพื้นที่ได้ดีกว่า การเคลื่อนที่ตามแบบแผนปกติ
3)ใช้ในการควบคุม สร้างความเสถียรภาพให้กับระบบ การที่ระบบแบบโกลาหลนั้นไว้ต่อสภาวะตั้งต้นมาก การรบกวนเพียงเล็กน้อยจึงอาจก่อให้เกิดผลขยายได้มาก ในงานด้านวิศวกรรมควบคุม การเติมสัญญาณรบกวนต่อเพียงเล็กน้อย ที่เหมาะสมสู่ระบบที่เป็นระบบโกลาหล จึงสามารถใช้ควบคุมให้ระบบนั้น อยู่ในสภาวะเสถียร หรือขับเคลื่อนให้ระบบนั้นไปสู่สภาวะที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่างของการประยุกต์ใช้ตามแนวความคิดนี้ได้แก่ การที่องค์การนาซา (NASA) สามารถควบคุมยานอวกาศ ISEE-3 ให้ลอยไปสู่ดาวหางที่ต้องการสำรวจได้โดยใช้เชื้อเพลิงเพียงเล็กน้อย หรือการใช้สัญญาณไฟฟ้า ช่วยรักษาโรคหัวใจในกระต่าย ที่ช่วยทำให้หัวใจของมันเต้นตามปกติได้ นอกจากการประยุกต์ใช้หลักๆ ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ทฤษฎีความโกลาหลยังสามารถประยุกต์ใช้ได้อีกในหลายสาขา เช่น ในด้านการสื่อสาร เราสามารถใช้สัญญาณแบบโกลาหลในการเข้ารหัสข้อมูล เพื่อป้องกันคนแอบดูข้อมูล
ในด้านเศรษฐศาสตร์ การประยุกต์ใช้ทฤษฎีความโกลาหลมานานแล้ว และการประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน มักเป็นไปอย่างรัดกุมคล้ายกับด้านวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ ที่กล่าวว่า การประยุกต์ใช้ในด้านนี้ มีมานานแล้วนั้น สามารถดูได้จาก ผลงานของแมนเดลบรอท (Mandelbrot) ซึ่งเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยสถาปนาศาสตร์แห่งความโกลาหลขึ้น ในทศวรรษ 1960 แมนเดลบรอทนำเศรษฐศาสตร์มาผูกกับทฤษฎีความโกลาหล นั้นก็คือลักษณะการเปลี่ยนแปลงราคาฝ้าย เมื่อมองในสเกลรายวัน คล้ายกับเมื่อมองในสเกลรายเดือน
ในด้านการเงิน วิวาทะเรื่องทฤษฎีความโกลาหลกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดอย่างยิ่ง เพราะแนวความคิดตามทฤษฎีความโกลาหล ได้เพิ่มมุมมองใหม่อันท้าทายให้กับการวิวาทะว่า สมมติฐานเรื่อง "ตลาดมีประสิทธิภาพ" กล่าวโดยย่อ ตลาดการเงินที่มีประสิทธิภาพหมายถึง ตลาดที่ผลของสารสนเทศต่างๆ ได้สะท้อนออกมาในราคาของหลักทรัพย์ในตลาดอย่างหมดสิ้นและทันที
จุดที่ก่อให้เกิดการวิวาทะก็คือ หากสมมติฐานนี้เป็นจริง ราคาหลักทรัพย์ในตลาดจะแกว่งขึ้นลงแบบสุ่ม (Random Walk) จึงป่วยการที่บรรดานักวิเคราะห์หลักทรัพย์ทั้งนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานและนักวิเคราะห์ปัจจัยเชิงเทคนิค จะพยายามทำนายราคาหลักทรัพย์ หรือแนะนำลูกค้าว่าควรซื้อหลักทรัพย์ใด เพราะผลที่ได้จะไม่มีอะไรดีกว่า ให้ลิงจับฉลากเลือก เมื่อเราดูกราฟการขึ้นลง ของราคาหลักทรัพย์ที่แสนจะดูเหมือนไร้แบบแผน สมมติฐานนี้ก็ดูเป็นเรื่องน่าเชื่อขึ้นมา
การกำเนิดขึ้นของทฤษฎีความโกลาหล ได้สร้างความหวังแก่ผู้ที่ไม่เชื่อว่า ตลาดมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพราะหากราคาฝ้าย มีลักษณะความคล้ายกับตัวเองแบบแฟรกตัล (ซึ่งหมายถึงว่ามันเคลื่อนไหว ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ตายตัว) ได้แล้ว ทำไมราคาหลักทรัพย์ หรืออัตราการแลกเปลี่ยนเงินตรา จึงจะมีลักษณะเช่นเดียวกันไม่ได้ และหากตลาดหลักทรัพย์ เป็นระบบโกลาหลแล้ว แม้เราจะทำนายอนาคตระยะไกลของมันไม่ได้ เราก็ยังมีความหวังที่จะทำนายอนาคตระยะใกล้ของมันอย่างไม่คลาดเคลื่อนนัก
การประยุกต์ทฤษฎีความโกลาหลในสังคมไทย เป็นการประยุกต์ที่แตกต่างกับวงการวิชาการโลกโดยสิ้นเชิง คือ ไม่พบการประยุกต์ในด้านวิทยาศาสตร์ หรือเศรษฐศาสตร์เลย แต่พบในด้านการอธิบายสังคมในประเทศไทย เป็นไปอย่างหละหลวม กล่าวคือ มักเป็นการหยิบยืมเอาเฉพาะแนวความคิดบางอย่างในทฤษฎีนี้ ไปจับกับสิ่งที่ต้องการศึกษา
เช่น ระบบการเมือง หรือระบบสังคมเพื่อหามุมมองใหม่ หรือเพียงใช้ภาษาของทฤษฎีนี้เพื่อสื่อสารที่ตนต้องการจะสื่ออยู่แล้ว ออกมาในรูปใหม่ ที่ทำให้คนฟังฉงนฉงายเท่านั้น การอ่านงานเหล่านี้จึงต้องอ่านอย่างยอมรับเงื่อนไขนี้ก่อน (มิฉะนั้น จะเกิดอาการหงุดหงิดอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับผม)
ตัวอย่างของการประยุกต์ทฤษฎีความโกลาหล ในการอธิบายสังคมไทยที่ผมพบในภาษาไทยได้แก่งานเขียนของ ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ และของยุค ศรีอาริยะ
ในหนังสือ "ทฤษฎีความไร้ระเบียบ กับทางแพร่ของสังคมสยาม" ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ ได้ยืมแนวความคิด จากทฤษฎีความโกลาหล มาวิเคราะห์สังคมไทย โดยถือตามแนวคิดของ Ervin Laszio ว่า สังคมใดๆ ล้วนเป็นระบบพลวัตรแบบห่างไกลความสมดุล ซึ่งน่าจะมีความหมายเหมือนกับระบบแบบโกลาหล แม้เรายังไม่มีเครื่องมือทั่วไปใดๆ ที่ช่วยตัดสินว่า ระบบใดระบบหนึ่งเป็นระบบโกลาหลหรือไม่ การทึกทักว่าสังคมใดๆ รวมทั้งสังคมไทยเป็นระบบแบบโกลาหล จึงเป็นการก้าวกระโดดทางความคิดที่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน
ซึ่งข้อสรุปหลักชี้เตือนให้เห็นว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้การโจมตีของคลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงลูกต่างๆ ทั้งในระดับโลกและภายในสังคมไทยเอง ซึ่งทำให้สังคมไทยเข้าสู่สภาพโกลาหลและกำลังอยู่ในทางแพร่ง